Featured Posts

  • วิธีทำอาหาร

    สูตรอาหารพร้อมวิธีการทำอาหารแบบละเอียด Step-by-step ทำให้คุณสามารถทำอาหารได้อร่อยตรงตามสูตรและสามารถประยุกต์ให้อร่อยยิ่งขึ้นตามสไตล์ของคุณเอง...

  • อาหารนานาชาติ

    ไม่เฉพาะอาหารไทย ยังมีเมนูอาหารนานาชาติ ทั้งยุโรป เอเซีย และอาเซียน สูตรอาหารมากมายหลากหลาย สำหรับมื้อพิเศษของคุณ...

  • ต้ม ผัด แกง ทอด

    สูตรอาหาร เมนูอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด แกง ทอด เมนูอาหารที่หลากหลาย อร่อยแบบแซ่บเวอร์ รอคุณอยู่...

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

สูตรแกงฮังเล รสอร่อยเข้มข้นติดใจ ทำง่ายกว่าที่คิด


ถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่ภาคเหนือ แต่ก็สามารถหารับประทานอาหารอร่อยๆอาหารเหนือได้ กับเมนูอาหารวันนี้ Zabwer.com ขอนำเสนอแกงฮังเล อีกเมนูขึ้นชื่ออาหารภาคเหนือ รับระทานพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆหรือข้าวเหนียวนิ่มๆ ปั้นแล้วจิ้มน้ำแกงรับรองว่าลำแต๊แต๊ลำขนาด ถ้าใครยังไม่เคยลองทำเมนูนี้อย่าเพิ่งคิดว่าทำยากครับ…ขอบอกเลยว่าทำง่ายกว่าที่คิด…และเมื่อทำแล้วจะอร่อยติดใจ เพราะรสชาติเข้มข้นดีจริงๆ แถมหอมอร่อยด้วยรสชาติพริกแกงที่ตำเองอีกด้วย


จริงๆแล้ว "แกงฮังเล" ทางเหนือเขาจะใส่เป็นเนื้อหมูและหมูสามชั้นครับ แต่ถ้าเราจะดัดแปลงใช้เป็นเนื้อหมูส่วนอื่นก็ได้ บางท่านก็ดัดแปลงใช้ขาหมูแทนก็อร่อยเช่นกัน สำหรับบางท่านอาจคิดว่าเนื้อหมูนั้นเนื้อค่อนข้างจะแห้งๆ ไม่ค่อยชอบทาน…แต่ถ้าจะให้แกงหมูสามชั้นทั้งหมด…ก็รู้สึกเกรงใจน้ำหนักของตัวเองและคนรอบข้าง…ดังนั้นจะลองใช้เป็นซี่โครงหมูอ่อนแทนเนื้อหมูก็ได้ ส่วนหมูสามชั้นจะดัดแปลงใส่หรือไม่ใส่ ก็ตามแต่ว่าท่านใดจะไดเอ็ดก็แล้วกันนะครับ แต่ถ้าเป็นผมก็ยังต้องใส่ไปด้วย เพราะว่ามันนิ่มอร่อยดี ถึงแม้ไขมันจะเยอะเยิ้มไปหน่อยก็ตาม (^_^)

ระยะเวลาปรุง: 1ชั่วโมง 40 นาที

ส่วนผสม

  1. เนื้อหมูสันนอก 1/2 กิโลกรัม 
  2. หมูสามชั้น 1/2 กิโลกรัม 
  3. ผงแกงฮังเลหรือผงกระหรี่ 1 ช้อนโต๊ะ 
  4. ขิงสดอ่อนๆ (ซอยเส้นบาง) 1/4 ถ้วย 
  5. กระเทียม (ปอกเปลือกเป็นกลีบ) 1/4 ถ้วย 
  6. สับปะรด 4 ช้อนโต๊ะ 
  7. น้ำมะขามเปียก 1/4 ช้อนโต๊ะ 
  8. ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ 
  9. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา 

เครื่องแกง

  1. พริกแห้ง (แกะเม็ดแช่น้ำพอนิ่ม สงน้ำ) 8 เม็ด 
  2. ข่า (หั่นละเอียด) 1 ช้อนชา 
  3. ตะไคร้ (ซอย) 1 ช้อนโต๊ะ 
  4. กระเทียม (หั่นชิ้นเล็ก) 1 ช้อนโต๊ะ 
  5. หอมแดง (หั่นชิ้นเล็ก) 1 ช้อนโต๊ะ 
  6. กะปิ 1 ช้อนชา 
  7. เกลือป่น 1 ช้อนชา 

วิธีทำแกงฮังเล

1. นำเครื่องแกงไปโขลกหรือบด (ด้วยเครื่องปั่น) ให้ละเอียด…พักไว้

2. หั่นหมูสันนอก และสามชั้นสี่เหลี่ยม ขนาด 1.5 X 1.5 นิ้ว เคล้าด้วยซีอิ๊วดำ แล้วตามด้วยใส่เครื่องแกงและสับปะรดลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักไว้ 1 ชั่วโมง (หรืออย่างน้อย 20 นาที…เพื่อให้เครื่องปรุงเข้าเนื้อและให้หมูนิ่ม)

3. นำหมูที่หมักไว้มาใส่ลงในหม้อหรือกระทะก้นลึก ใส่น้ำเล็กน้อย ตั้งไฟใช้ไฟกลาง (เพื่อรวนให้น้ำมันของหมูออกมา พยายามพลิกไปมา คนให้เข้ากัน อย่าให้เนื้อหมูติดหม้อ)…ผัดจนกว่าหมูตึงตัว (พอหมูเริ่มสุกหน่อย)

4. จากนั้นเติมน้ำลงในหม้อพอท่วมหมู ตั้งไฟใช้ไฟกลางๆ ถึงสูง …จนน้ำเดือด (แปบเดียว)

5. แล้วปรับการตั้งไฟใช้เป็นไฟอ่อนๆ (เบอร์ 10 ปรับเป็นเบอร์ 3) ปิดฝาไว้…คอยเติมน้ำด้วย (คือต้องดูเติมน้ำให้ท่วมหมูเสมอ เพราะว่าเดี๋ยวก้นหม้อจะไหม้) เคี่ยวไปเรื่อยๆ…จนหมูนิ่มได้ที่

6. ใส่ขิงซอย กระเทียมปอกเปลือกเป็นกลีบ และผงแกงฮังเลหรือผงกะหรี่ลงไป

7. ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก เกลือ และน้ำตาลเล็กน้อย ชิมรสให้ได้ 3 รส เปรี้ยว เค็ม เผ็ด ถ้าอ่อนเค็มให้เติมเกลือ…เมื่อใส่ส่วนผสมครบแล้วก็คนให้เข้ากัน และปิดฝา

8. เคี่ยวต่อ…พอเดือดสักพัก ปิดไฟ (จะเห็นว่าน้ำแกงฮังแลที่ได้จะแห้งลงนิดหนึ่งและมีความเข้มข้นขึ้น) ยกลงพร้อมเสิร์ฟ
*** สูตรนี้ สำหรับ 3-4 คนรับประทาน แกงฮังเลที่ได้จะมีรสชาติเข้มข้นอร่อยพอดี…โดยที่ไม่ต้องพึ่งผงปรุงรสใดๆเลย ***

เคล็ดลับความอร่อย

  • การคั่วเครื่องแกง ใช้ไฟปานกลาง
  • สามารถใช้เนื้อกระท้อนแทนมะขามเปียกได้ ให้รสชาติเปรี้ยว และมีกลิ่นหอม
  • หมูสามชั้น ควรเลือกที่มันไม่หนาเกินไป
  • สามารถเลือกใช้เป็นซี่โครงหมู เนื้อสันคอหมู หรือเนื้อหมูสันนอก (แทนหมูสามชั้นก็ได้)
  • หรือจะเปลี่ยนมาใช้เป็นเนื้อไก่ก็ได้ ลองใช้เป็นเนื้อส่วนปีกกลางไก่ ก็นิ่มอร่อยรสจัดจ้านเช่นกัน รับรองไม่ผิดหวังครับ
read more

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แกงเลียงกุ้งสดผักรวม เมนูเพื่อสุขภาพแสนอร่อย ทำง่าย มากด้วยคุณค่า


สูตรอาหารไทย "แกงเลียง" เมนูอาหารภาคกลางอีกหนึ่งเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นแกงไทยที่มีมาแต่โบราณ มีการปรุงรสจากผักสารพัดชนิด โดยจะเน้นที่ผักมากกว่าเนื้อสัตว์ น้ำแกงที่ได้จะข้นสักหน่อย มีรสเผ็ดร้อนจากพริกไทยแต่ไม่เผ็ดจัดจนเกินไป รสชาติเค็มพอดี ออกหอมหวานนิดๆที่ได้จากผักสมุนไพรสดๆหลากชนิด ส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้านหาง่าย เช่น ฟักทอง บวบ น้ำเต้าอ่อน ตำลึง หัวปลี เป็นต้น ที่มีสรรพคุณทางยาอยู่มาก และผักที่ขาดไม่ได้คือใบแมงลักซึ่งทำให้แกงเลียงมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และในใบแมงลักนี้ยังให้สารเบต้าแคโรทีน ป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือดอีกด้วย


สำหรับสูตรที่ zabwer.com นำมาฝากนี้เป็นสูตร"แกงเลียงกุ้งสดผักรวม"ครับ รับประทานตอนร้อนๆพร้อมข้าวสวย รับรองว่าทำออกมาอร่อยมากมาย ใครไม่เชื่อก็ลองทำรับประทานดู ถ้านึกเบื่อๆไม่รู้จะทานอะไร ขอแนะนำแกงเลียงสักถ้วยแล้วจะอร่อยติดอกติดใจ นอกจากความร่อยเด็ดเฉพาะตัวของแกงเลียงแล้ว เมื่อได้รับประทานแล้วจะรู้สึกสดชื่นหูตาสว่างขึ้นมาเลยล่ะ ที่มีขั้นตอนและวิธีทำง่ายๆตามนี้...

ผักและเนื้อใส่แกงเลียง
(ไม่ต้องครบตามสูตรหรือใส่มากกว่าก็ได้ เลือกผักที่เราชอบหรือเท่าที่หาได้ ก็ทำแกงเลียงอร่อยทั้งนั้น)
  • ฟักทอง (ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ) 1 ถ้วย 
  • บวบหอมอ่อน หรือบวบเหลี่ยมอ่อน (บวบปอกเหลี่ยมออกให้หมด หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ) 1 ถ้วย 
  • ข้าวโพดอ่อน (ปอกเปลือกเก็บฝอยปลายดอกออกให้หมดและหั่น) 1 ถ้วย 
  • เห็ดฟาง (ใช้มีดเกลาโคนและเศษดินออก ล้างน้ำ ผ่า 4 ส่วนตามยาว) 1 ถ้วย
  • เห็ดนางฟ้า (ล้างน้ำและผ่าเป็นส่วน) 1 ถ้วย 
  • ใบแมงลัก (ล้างน้ำทั้งกิ่ง เขย่าให้สะเด็ดน้ำเด็ดเป็นใบ ๆ) 2 ถ้วย
  • กุ้งสด 1 ถ้วย
  • น้ำลวกกุ้ง 6 ถ้วย
เครื่องแกงเลียง
1. กุ้งแห้ง (แนะนำให้แช่กุ้งแห้งในน้ำร้อนไว้ก่อน จะได้นิ่มโขลกง่ายๆ) ½ ถ้วย
2. เนื้อกุ้งต้ม ½ ถ้วย
3. พริกไทยเม็ด 2 - 3 ช้อนโต๊ะ (จะให้รสเผ็ดร้อนของพริกไทย…ถ้าไม่ชอบจะใส่น้อยกว่านี้ก็ได้)
4. หอมแดง 10 หัวกลาง
5. กะปิอย่างดี 2 ช้อนโต๊ะ
6. กระชาย 3 แง่ง (ใส่เล็กน้อยเพื่อดับกลิ่นคาว จะหอมสมุนไพรเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย)
7. พริกขี้หนูสวน 5-6 เม็ด (ตามชอบ หรือใส่เล็กน้อยถ้าไม่ชอบเผ็ดมาก)

เครื่องปรุง
น้ำปลาอย่างดีสำหรับปรุงรส

วิธีทำ
1. นำผักทุกอย่างมาล้างน้ำให้สะอาดและปอกเปลือกเอาไว้ และเตรียมหั่นผักบางอย่างไว้ …ส่วนบางชนิดเช่นข้าวโพดฝักเราก็เก็บไว้หั่นตอนจะลงหม้อแกงก็ได้ หั่นเสร็จเราจะเก็บใส่ตู้เย็นไว้ก่อน (เพื่อรอสมาชิกกลับมาบ้านครบ เราค่อยนำออกมาทำก็ได้)
  • เวลาเตรียมผักลงต้ม เลือกผักที่จะใส่พร้อมกันไว้ติดๆ กัน ผักเนื้อแน่น ผักเนื้อแข็งสุกยาก เช่น ฟักทอง แตงโมอ่อน ผักเนื้อเบารองลงมาและสุกรองลงมา เช่น ข้าวโพดอ่อน บวบ ผักสุกง่ายเช่น เห็ดฟาง ถั่วฝักยาว ผักใบใส่ทีหลังสุดคือใบแมงลัก…เป็นต้น
2. ต่อไปเตรียมเครื่องแกงเลียง ให้นำทุกอย่างมาโขลกรวมกันหรือจะใช้เครื่องปั่นก็ได้ โดยเริ่มจากโขลกกุ้งแห้งก่อน ตามด้วยพริกไทย กระชาย กะปิ หอมแดง กุ้งสด และพริกสด ไม่จำเป็นต้องตำจนละเอียดยิบก็ได้

3. วิธีเตรียมกุ้งสดและน้ำซุป ดังนี้
  • กุ้งสดนำไปล้างน้ำ ปอกเปลือก แล้วใช้กรรไกรตัดหัวเอาขี้กุ้งออก ตัดขากุ้งออกด้วย และผ่าหลังแบ่งเป็น 2 ซีกดึงเอาเส้นดำทิ้งไป (ที่แคะออกด้วยไม้แหลมหรือไม้จิ้มฟัน)
  • จากนั้นเราก็จะนำกุ้งมาต้มในน้ำเดือดแค่พอกุ้งสุก (เพราะเราต้องการน้ำที่ได้จากการต้มกุ้งนี้ไปทำน้ำซุป)…โดยกรองเอาน้ำไว้ด้วย 
  • พอได้กุ้งที่สุกแล้ว เราก็จะนำมาแกะเอาเปลือกกุ้งออก แต่ยังไม่ทิ้งเปลือกกุ้ง…ถ้าสังเกตุให้ดีที่เปลือกกุ้งจะมีหัว และมันกุ้งติดอยู่…ให้นำเอาทั้งหมดนั้นมาปั่น แล้วละลายในน้ำต้มกุ้ง…และใช้กระชอนกรองเอาส่วนที่ปั่นไม่ละเอียดทิ้งไป…เราก็จะได้น้ำซุปกุ้งสุดแสนหวานมำทำแกงเลียง โดยไม่ต้องใช้ผงปรุงรสใดๆ มาช่วยเลย
4. เมื่อได้น้ำซุปกุ้งสดมาแล้วก็นำไปใส่หม้อต้มให้เดือด พอน้ำแกงเดือดใส่เครื่องแกงเลียงลงไป

5. พอน้ำแกงเดือดอีกครั้ง…ให้เตรียมผักลงใส่ตามลำดับความสุกช้า เร็ว ของผัก คือผักสุกยากใส่ก่อน ตามด้วยผักสุกง่าย

6. ปรุงรสด้วยน้ำปลาสักเล็กน้อย ต้องชิมด้วย…ระวังเค็มเกิน (เพราะในเครื่องแกงเรามีทั้งกุ้งแห้ง และกะปิแล้ว)

7. ท้ายสุดค่อยใส่ใบแมงลัก ที่เป็นเอกลักษณ์ของแกงเลียงไทย…ใช้ทัพพีกดให้ใบแมงลักจมน้ำแกงให้หมด ปิดเตา พักไว้ 1 นาที คนพอทั่วก่อนตักใส่ชาม…พร้อมเสิร์ฟร้อนๆ

เคล็ดลับความอร่อย
  • แกงเลียงสามารถใส่ผักได้หลากหลายที่ล้วนเป็นผักพื้นบ้านหาได้ง่ายโดยเฉพาะที่นิยมก็เป็นพวกผักยอด ผักใบแต่ถ้าไม่มีผักตามสูตรก็ไม่เป็นไร…ใส่เป็นผักอย่างอื่นได้ทั้งนั้น …ใส่ผักกี่อย่างก็ได้ตามชอบเลยไม่เสียรสชาติ แต่ที่สำคัญคือต้องใส่ใบแมงลักด้วย เพราะให้รสชาติความหอมอร่อยเฉพาะตัวของแกงเลียง ถ้าขาดไปคงหาความสมบูรณ์ของรสแกงเลียงไม่ได้
  • ใครที่ไม่ชอบผักตามสูตรที่ให้มานี้ ก็เลือกผักต่างๆที่ตัวเองชอบได้เลย ผักที่นามาใช้ทำแกงเลียง เช่น ฟักทอง บวบหอม บวบเหลี่ยม ข้าวโพดอ่อน ใบตำลึง เห็ดฟาง เห็นางฟ้า เห็ดออรินจิ เห็ดหอม ยอดฟักแม้ว ยอดมะพร้าวอ่อน ถั่วฝักยาว ฟักข้าว น้ำเต้า หัวปลี แตงโมอ่อน ผักหวาน ดอกขจร เป็นต้น
  • แกงเลียงที่อร่อยผักจะต้องสดใหม่ จึงจะทำให้น้ำแกงหวานโดยธรรมชาติและหอมน้ำพริกแกง
  • แกงเลียงที่ใส่พริกไทยมากไปจะมีรสขมไม่อร่อย แบบที่เรียกว่า เผ็ดจนขม นั่นแหละครับ
  • ถ้าแกงเลียงสำหรับหญิงมีครรภ์ให้ใส่พริกไทย 2-3 เม็ดพอหอม เพราะพริกไทยมีฤทธิ์เผ็ดร้อนใช้มากไปแล้วแสลง ส่วนหลังคลอดใส่พริกไทยได้พอควร ไม่ใส่พริกขี้หนูเพราะจะทำให้น้ำนมแม่เสีย
  • แกงเลียงควรรับประทานขณะร้อนๆ

เรียบเรียงข้อมูลโดย : zabwer.com
read more

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วิธีทำขนมถ้วยตะไล 2 สูตรอร่อย ใครกินเป็นต้องขอเบิ้ล


เมื่อกล่าวถึง “ขนมถ้วยตะไล” (Steamed Pandanus Cakeหรือ kanom tuay) ที่คนสมัยนี้ส่วนใหญ่เรียกว่า “ขนมถ้วย” เป็นขนมหวานไทยโบราณที่มีมาช้านานแล้ว และเหตุที่คนโบราณนั้นทำขนมใส่ในถ้วยตะไลใบเล็กหรือถ้วยกระเบื้องขนาดเล็กพอดีคำ นี่เอง จึงเป็นที่มาเรียกขนมชนิดนี้ว่า “ขนมถ้วยตะไล” ส่วนรสชาตินั้นไม่ต้องพูดถึง ด้วยขนมถ้วยมีเนื้อนุ่ม หอมกลิ่นใบเตยคั้นสด หวานพอดีๆตัดกับรสเค็มมันของหน้ากะทิ ให้รสหอมหวานมัน กลมกล่อมกำลังดี ลองได้กินแล้วเป็นต้องกินอีกขอเบิ้ลอีกหลายถ้วย…และยังเป็นขนมที่ทำง่ายและวัตถุดิบก็หาได้ง่ายอีกด้วย zabwer.com จึงไม่รีรอจึงได้หาสูตรวิธีทำขนมถ้วยอร่อยๆ และเคล็ดลับดีๆมาฝากกันครับ

ขนมถ้วยเป็นขนมที่ทำมาจากแป้งข้าวจ้าว น้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลโตนด กะทิ เกลือ และใบเตยคั้นสด โดยแบ่งขนมเป็น 2 ส่วน คือ “ตัวขนม” และ”หน้าขนม” วิธีการทำคือ ผสมแป้งส่วนตัวขนมให้เข้ากันและผสมกะทิส่วนหน้าขนมให้เข้ากัน พักไว้ จากนั้นจึงนำแป้งตัวขนมที่เตียมไว้ใส่ในถ้วยตะไลประมาณครึ่งถ้วยแล้วนำไปนึ่งให้สุก แล้วจึงใส่กะทิหน้าขนมที่เตียมไว้ตามลงไป นึ่งต่อจนสุก พักทิ้งไว้รอขนมเย็น ก็พร้อมรับประทานได้แล้ว


อุปกรณ์เพิ่มเติม
  • ซึงนึ่ง
  • ถ้วยตะไล สำหรับหยอด

สูตรที่ 1

ขนมถ้วยใบเตยสูตรนี้เป็นสูตรหวาน มัน หอม กลมกล่อมพอดีเลย เป็นสูตรมาจากคุณคุณพล ตัณฑเสถียร ขนมหอม หวาน ตัวแป้งไม่แข็งด้วย หอมกลิ่นใบเตย อร่อยมากๆๆ

ส่วนผสมของตัวขนม
  • แป้งข้าวจ้าว 55 กรัม
  • แป้งถั่วเขียว 1ช้อนโต๊ะ
  • แป้งท้าวยายม่อม 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปึก 140 กรัม. (ไม่ชอบหวานสามารถลดลงได้)
  • หางกะทิ 1 ถ้วยตวง
  • น้ำใบเตยเข้มข้น ¼ ถ้วยตวง
ส่วนผสมของหน้าขนม
  •  แป้งข้าวจ้าว 35 กรัม
  •  หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
  • เกลือป่น1+1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
1. ต้มน้ำประมาณ 1 ถ้วย พอเดือด ก็ขยำใบเตยลง ไปประมาณ 2 ใบ ต้มต่อประมาณ 5 นาที ก็จะได้ น้ำใบเตย

2. ทำตัวขนม โดยผสมแป้งทั้งสามชนิดเข้าด้วยกัน ใส่น้ำตาลปึกและน้ำต้มใบเตยลงไป ใช้มือนวดให้แป้งและน้ำตาลละลายเป็นเนื้อเดียวกัน…ใส่กะทิตามลงไป…แล้วกรอง 1ครั้ง…พักไว้

3. ทำหน้าขนม โดยผสมส่วนประกอบทั้งหมดให้เข้ากันดี และกรอง1ครั้ง…พักไว้

4. จัดเรียงถ้วยตะไลในลังถึง นำไปตั้งไฟให้ร้อนดี…พอถ้วยร้อนจึงรีบเปิดฝาลังถึง…ใส่ส่วนผสมตัวขนมลงไป ประมาณ ¾ ของถ้วย…ปิดฝา นึ่งประมาณ 7 นาที หรือจนตัวขนมสุก (มีลักษณะผิวขนมตึง)

5. เปิดฝาลังถึง หยอดตัวหน้าขนมลงไป นึ่งต่อประมาณ 5 นาที จนสุกดี (อย่านึ่งนานไป…เพราะตัวหน้าขนมจะแตก)

6. รอให้ขนมเย็นแล้วค่อยแคะขนมออกจากถ้วย ก็พร้อมรับประทาน

สูตรที่ 2

สำหรับใครที่ไม่มีแป้งถั่วเขียว ลองทำสูตรนี้ดูนะครับ เป็นสูตรจากคุณ kanji เป็นอีกสูตรขนมถ้วยตะไลใบเตยอร่อย นุ่มๆ หอมๆ หวานมัน

ส่วนผสมตัวเนื้อขนมถ้วย
  • แป้งข้าวจ้าว 1/2 ถ้วยตวง
  • แป้งท้าว 3 ช้อนโต๊ะ
  • หางกะทิ 1 ถ้วยตวง
  • น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 1/4 ถ้วยตวง
  • น้ำตาลปี๊ป 140 กรัม (ชอบหวานเพิ่มได้)
ส่วนผสมตัวหน้าขนมถ้วย
  • หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
  • แป้งข้าวจ้าว 4 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา

ขั้นตอนการเตรียมส่วนเนื้อขนม
1. นำแป้งข้าวจ้าวและแป้งท้าวใส่อ่างผสม คนให้เข้ากัน

2. จากนั้นทะยอยใส่น้ำใบเตย หางกะทิและน้ำตาลปี๊ปลงไปใช้มือนวดให้ส่วนผสมเข้ากันดี (การนวดจะทำให้เนื้อขนมยืดหยุ่นนุ่มเหนียว ไม่กระด้าง) นวดไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมหมด ที่สำคัญน้ำตาลปี๊ปที่ใช้ควรเลือกแบบดีๆ ขนมของเราจะได้หอม หวาน

3. สุดท้ายจะได้ส่วนผสมเหลวๆ ออกมาแบบนี้

4. นำส่วนผสมไปกรองด้วยตะแกรงตาถี่เอาตะกอนหรือสิ่งตกค้างออก ขนมจะได้เนียนๆ…พักไว้


ขั้นตอนการเตรียมส่วนหน้าขนม
1. คราวนี้มาทำตัวหน้าขนมกันต่อ…นำหัวกะทิใส่ชามผสม ใส่แป้งข้าวจ้าวกับเกลือป่นลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากันดี

2. นำส่วนผสมไปกรองด้วยตะแกรงตาถี่ๆ อีกครั้ง เป็นอันเสร็จ พักไว้ก่อนค่ะ

วิธีทำขนมถ้วย
1. คราวนี้ก็ถึงเวลานึ่งขนมกันแล้ว เอาน้ำใส่หม้อนึ่งเปิดไฟแรงจนเดือดรอไว้ก่อนเลย…นำถ้วยตะไลวางเรียงใส่ลังถึง…จากนั้นก็นึ่งขนมต้องนำถ้วยตะไลไปนึ่งให้ร้อนประมาณ 5 นาที (จะช่วยให้ขนมไม่ตกตะกอนลงมาที่ก้นถ้วย)


2. เมื่อถ้วยตะไลร้อนได้ที่ ตักส่วนผสมตัวเนื้อขนมใส่ลงไปในถ้วย ประมาณ 3/4 ของถ้วย เวลาตักขนมใส่ลงไปให้คนด้วยตลอดเวลา (ป้องกันแป้งตกตะกอน) แล้วนำไปนึ่งในหม้อนึ่งที่น้ำเดือดไฟแรงประมาณ 7-8 นาที ขึ้นอยู่กับความหนาและปริมาณขนมในถ้วย แต่วันนี้เราใช้เวลานึ่ง 7 นาที ขนมก็สุกกำลังดี

- 7 นาที ผ่านไป ขนมของเราก็สุกได้ที่แล้ว

3. ตักส่วนผสมหน้ากะทิใส่ลงไปให้เต็มถ้วย จากนั้นผิดฝาหม้อนึ่ง แต่ก่อนปิดอย่าลืมใช้ผ้าเช็ดไอน้ำที่ติดอยู่ที่ฝาหม้อออกให้แห้ง (ไอน้ำจะได้ไม่หล่นลงไปบนหน้าขนม ทำให้ขนมเราเสียโฉม) ขั้นตอนนี้ใช้เวลานึ่ง 10 นาที

- เมื่อขนมสุกได้ที่แล้ว …จะมีลักษณะแบบรูปด้านบน

- พักไว้ให้เย็นสักนิด…แล้วจึงแคะขนมพร้อมรับประทาน ซึ่งขนมถ้วยที่ดีต้องร่อนไม่ติดถ้วย

- ขนมถ้วยที่ดี หน้าจะต้องขาวเนียน กะทิแตกมัน มีลักษณะย่นๆ ยับๆ

เคล็ดลับความอร่อย
  • ความอร่อยของขนมถ้วยใบเตยนั้น ขึ้นอยู่กับน้ำต้มใบเตยและคุณภาพของกะทิ และน้ำตาล
  • แป้งถั่วเขียว จะทำให้ขนมอยู่ตัว ไม่เหนียวมากเกินไป
  • การคั้นมะพร้าว ควรใช้มะพร้าวขูดขาวที่แก่ ขูดใหม่ๆคั้น โดยใช้มะพร้าวขูดขาว 1/2 กิโลกรัม คั้นด้วยน้ำอุ่น 1 ถ้วย โดยใส่น้ำอุ่นคั้นทีละน้อย คั้นสัก 1 ครั้งจะได้กะทิ 2 ถ้วย แล้วช้อนเอาหัวกะทิ 1 ถ้วย และ หางกะทิ 1 ถ้วย ขนมจะมีกลิ่นหอม รสหวาน และมีความมันของกะทิ 
  • ขนมถ้วยที่ดี หน้าจะต้องขาวเนียน กะทิแตกมัน มีลักษณะย่นๆ ยับๆ และเมื่อเวลาที่เราแคะขนม…ขนมต้องร่อนไม่ติดถ้วย
  • ขนมถ้วยที่อร่อยนั้น ตัวขนมจะมีรสหวานหอมน้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลโตนดและไม่แข็งกระด้าง ส่วนหน้าขนมต้องมีรสมันด้วยกะทิและมีรสเค็มนิดๆ


เรียบเรียงข้อมูลโดย: zabwer.com
ที่มาสูตรและรูปภาพจาก:
พลพรรคนักปรุง 13 มกราคม 2554 สูตรของคุณพล ตัณฑเสถียร
และ คุณ kanji
read more

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วิธีทำลูกชุบสูตรหวานหอมอร่อย สีสันสวยงามน่าทาน


ลูกชุบ ขนมไทยมีความโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่มีสีสันสวยงามหน้าตาน่ารับประทานสุดๆ และมีรสชาติหวานหอมอร่อยมากเช่นกัน ขนมลูกชุบนั้นทำมาจากถั่วเขียวกวน ปั้นเป็นรูปต่างๆ เช่น ผลไม้ ส้ม มะม่วง มังคุด ฯลฯ สีสันสวยงาม หรือจะนำมาประยุกต์ทำเป็นของหวานอื่นๆก็ได้ เช่น วุ้นลูกชุบ ตกแต่งหน้าเค้กก็น่ารับประทานยิ่ง และนอกจากรับประทานเป็นของหวานแล้ว เรายังมอบให้เป็นของฝากหรือมอบในวันเทศกาลต่างๆได้อีกด้วย


แต่จริงๆแล้ว "ลูกชุบ"เป็นขนมประจำถิ่นโปตุเกส ซึ่งแพร่หลายเข้ามาสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ถ้าเป็นขนมของโปรตุเกสนั้นเขาจะใช้เม็ดแอลมอลด์เป็นส่วนผสมสำคัญ แต่ในประเทศไทยเราไม่มีจึงใช้เป็นถั่วเขียวแทน และอีกจากข้อมูลกล่าวว่าลูกชุบ แบบชาววัง แต่เดิมไม่ได้ทำจากถั่วกวน แต่ทำจากเนื้อในของเมล็ดแตงโม กระเทาะทีละเมล็ด เอามาป่นให้ละเอียดก่อนนำมากวน แล้วจึงปั้นเป็นรูปผัก หรือผลไม้ต่าง ๆ ขนาดพอคำ ผู้คิดค้นเป็นคนแรกคือ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ส่วนผู้คิดเติมสีธรรมชาติให้ลูกชุบมีสีสันสวยงามเหมือนจริงคือ ม.ล.เติบ ชุมสาย ณ อยุธยา (ที่มาของรายละเอียดข้างบนจาก Gourmet & Cuisine 2006)...ว่าไปแล้ว คนไทยเราสมัยก่อนท่านเก่งมากนะค่ะ ที่นอกจากรังสรรค์ความอร่อยแล้ว ยังมีความคิดสร้างสรรค์ และมีความประณีตใส่ใจในอาหารมากอีกด้วย (คริๆไม่รู้เวอร์ไปหรือเปล่านะ^^)

สำหรับใครที่กำลังมองหาสูตรลูกชุบอร่อยๆอยู่ห้ามพลาดค่ะ…เพราะวันนี้ zabwer.com ได้นำวิธีทำลูกชุบสูตรอร่อยมาไว้ที่นี่แล้ว เป็นสูตรมาจากคุณ Jackie Siranya สมาชิกเฟซบุ้คโพสต์ไว้ในครัวในบ้านอาหารทำเอง เป็นสูตรหวานอร่อยกำลังดี ไม่หวานเกินไป…สูตรและขั้นตอนตามนี้ค่ะ

อุปกรณ์
1. ไม้เสียบลูกชิ้น (ขนาดเล็ก)
2. แผ่นโฟม
3. พู่กันทาสี
4. สีผสมอาหาร
5. ถ้วยสำหรับใส่สี

ส่วนผสมขนมลูกชุบ
  • ถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งสุก 4 ถ้วย
  • หัวกะทิ 1.5 ถ้วย
  • น้ำเปล่า 1.5 ถ้วย
  • เกลือป่น 1/2 ชช
  • น้ำตาล 1.5 ถ้วย
วิธีทำ
1. นำถั่วเขียวไปแช่น้ำ 3-4 ชั่วโมง
2. แล้วนำไปนึ่งจนสุก
3. นำถั่วไปผสมกับกะทิและน้ำเปล่าแล้วปั่นให้ละเอียด 
4. ตั้งกระทะใช้ไฟกลางค่อนไปทางอ่อน แล้วนำถั่วที่ได้ไปกวนในกะทะ 1 ชั่วโมง และใส่น้ำตาลและเกลือ
5. กวนต่ออีก 1 ชั่วโมง ด้วยไฟกลางค่อนไปทางอ่อน…จนถั่วร่อนอออกจากกะทะและจับไม่เป็นก้อน

ส่วนผสมวุ้นที่ชุบ
  • ผงวุ้น 2 ชต.
  • น้ำเปล่า 2.5 ถ้วย
  • น้ำตาล 2.5 ชต
วิธีทำ
1. นำผงวุ้นแช่ในน้ำ 20-30 นาที
2. นำขึ้นตั้งไฟคนเรื่อยๆจนเดือดแล้วใส่น้ำตาล สักพักยกลง

วิธีการปั้นลูกชุบ
1. ปั้นให้เป็นก้อนกลมๆเท่าๆกันก่อนนะคะ ประมาณเท่าเหรียญบาท 

2. หลังจากนั้นก็ปรับแต่งให้เป็นรูปทรงต่างๆ 

3. วิธีทำร่องใช้ไม้จิ้มฟันที่เราจะเสียบกด


วิธีการลงสี /ใช้สี
สามารถใช้สีน้ำผสมอาหารยี่ห้อที่ใช้คือวินเนอร์ และใช้พู่กันเบอร์ 3 หรือ 4 กรณีสีมันเข้มไปให้ผสมน้ำเจือจางค่ะ และไล่สี…ปักทิ้งไว้ให้สีแห้ง ก่อนนำไปชุบวุ้นค่ะ



วิธีการชุบวุ้น
1. เราจะชุบประมาณ 3-5 ครั้ง (ชุบซัก 3 รอบ กำลังสวยค่ะ) ซ้ำๆไปจนเงางามตามภาพ...ชุบแล้วพักไว้จนลูกชุบเย็น แล้วจึงชุบซ้ำใหม่ไปเรื่อยๆจนครบจำนวนครั้ง

2. ชุบเสร็จก็คว่ำวางเหมือนเดิม

3. หลังจากนั้นก็นำเอาลูกชุบมาถอดไม้จิ้มฟันออกและใช้มีดตัดวุ้นที่ยาวเลยออกมาตามไม้ และตกแต่งติดก้านใบได้เลย ใบที่ใช้ตกแต่งนิยมใช้ใบแก้ว 


แนะนำเพิ่มเติม
  • ถ้าเวลาปั้นเสร็จแล้วลงสี เห็นเป็นร้อยแตก…อาจเกิดจากโดนลม ดังนั้นอย่าให้ขนมโดนลม จะทำให้ขนมแตก เวลาลงสีจะไม่สวย
  • หรือจะใส่แป้งมัน 1 ช้อน ก็จะช่วยปั้นได้ง่ายขึ้น

สำหรับขั้นตอน วิธีการปั้นลูกชุบ ผลไม้แบบต่างๆ ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่:
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=peterpen&month=11-2012&date=04&group=17&gblog=7

สำหรับขั้นตอน วิธีการลงสีลูกชุบแบบต่างๆ ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่:
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=peterpen&month=11-2012&date=05&group=17&gblog=8
read more

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วิธีทำขนมปุยฝ้าย 2 สูตรอร่อย หอม นุ่มฟินเวอร์


ขนมปุยฝ้าย ขนมไทยหน้าตาน่ารับประทานสีหวานๆ หลากสีสันมีรูปลักษณ์ของหน้าขนมเป็นกลีบปุยฝ้ายแตกฟูสวยงาม ที่สำคัญอร่อยไม่แพ้ขนมใดๆ รสชาติออกหวานนิดๆ มีกลิ่นหอมอร่อยคล้ายดอกมะลิ และเนื้อนุ่มฟู สามารถรับประทานคู่กับชา กาแฟ ก็อ่ร่อยเข้ากันดีนัก และขนมปุยฝ้ายยังเป็นขนมมงคล ด้วยมีลักษณะเด่นคือฟู ที่สื่อถึง “ชีวิตเฟื่องฟูเจริญรุ่งเรื่อง” ” จึงขาดไม่ได้ในการไหว้พิธีต่าง ๆ ของทั้งชาวไทยและชาวจีน ที่นิยมนำไปไว้ไหว้หรือใช้ในพิธีมงคล เทศกาลต่างๆ หรือสรรหาเพื่อมอบเป็นของฝาก

จริงๆแล้ว วิธีการทำขนมปุยฝ้ายนั้นไม่ยากหรอกครับ แต่การทำให้ขนมปุยฝ้ายหวานหอมอร่อยกำลังดี เนื้อนุ่มฟูไม่ติดคอ และหน้าขนมแตกเป็นแฉกสวยงาม จำเป็นต้องมีสูตรเด็ดและเคล็ดลับเฉพาะตัว วันนี้ zabwer.com จึงได้นำวิธีทำขนมปุยฝ้ายสูตรอร่อยถึง 2 สูตรมาฝากครับ พร้อมเคล็ดลับเด็ดๆในการทำขนมปุยฝ้ายมาเสิร์ฟตรงหน้าคุณแล้ว…ใครกำลังมองหาสูตรขนมปุยฝ้ายอยู่ห้ามพลาด…กับสูตรและขั้นตอนตามนี้ครับ

อุปกรณ์หลักปุยฝ้าย
  • หม้อนึ่ง หรือลังถึง
  • เครื่องตีไข่
  • กะละมังพลาสติก
  • ถาด
  • ถ้วยตวง
  • ตาชั่ง
  • ถ้วยอะลูมิเนียม
  • ไม้พายพลาสติกบาง
  • ตะแกรงร่อนแป้ง
  • ถ้วยกระดาษ

1. ขนมปุยฝ้าย 

ขนมปุยฝ้ายสูตรอร่อยสูตรนี้ เป็นสูตรมาจากเจ๊หลี และสูตรของ UFM ทำออกมาแล้วให้รสชาติออกหวานนิดๆอร่อยกำลังดี ได้เนื้อเบานุ่มฟูไม่ติดคอ และหน้าขนมแตกเป็นแฉกสวยงาม ที่สำคัญอร่อยเป๊ะเวอร์และทำไม่ยากเลย…จะทำกินก็ได้ ทำขายก็ขายดี… กับสูตรอร่อยสูตรนี้

ส่วนผสมขนมปุยฝ้าย (สูตรนี้ทำได้ประมาณ 16-20 ถ้วยกระดาษมาตรฐาน)
  • แป้งบัวแดง 200 กรัม
  • ผงฟู 1 ช้อนชา
  • ไข่ไก่สด (ที่อุณหภูมิห้อง) 2 ฟอง
  • น้ำ 100 กรัม
  • น้ำตาล 180 กรัม
  • SP 10 กรัม
  • นมข้นจืด 50 กรัม
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
  • กลิ่นมะลิ 1/2 ช้อนชา
  • สีผสมอาหาร(ตามชอบ) เล็กน้อย
วิธีทำ (ทำเหมือนสปันจ์เค็กเลยครับ)

ก่อนอื่นเตรียม…น้ำเปล่าใส่ซึ้ง 3ใน 5 ของลังถึงนำไปตั้งบนเตารอไว้ก่อนเลย และเตรียมพิมพ์ ถ้วยกระดาษไว้ด้วย

1. ร่อนแป้ง กับผงฟูเข้าด้วยกัน…พักไว้

2. นำไข่ไก่ น้ำตาล และน้ำใส่โถตี และป้ายเอสพีที่หัวตะกร้อ…ตีด้วยความเร็วสูงสุด ประมาณ 4-5 นาที (ขึ้นอยู่กับความเร็วของเครื่องและไข่ไก่ใหม่หรือเก่าด้วย) ให้สังเกตุดูที่ส่วนผสมเป็นหลัก…ตีจนกระทั่งข้นเหนียวขาวเนียน…...คือใช้ไม้พายควักแล้วไม่หยด เพราะถ้าส่วนผสมไม่ข้นขนาดนี้ เวลานึ่งหน้าจะไม่แตก
*** ตรงจุดนี้ (เปิดเตาด้วยไฟสูงสุดรอไว้เลย…เพื่อตั้งไฟให้น้ำเดือดจัดๆ) ***

3. ลดความเร็วเป็นต่ำสุด…แล้วทยอยเติมแป้งลงไป ให้ส่วนผสมกับแป้งเข้ากัน (ถ้ากลัวฟุ้งก็เอาพายคนๆก่อนก็ได้) ประมาณ 1 นาที

4. ตามด้วยเติม (นมข้นจืด + น้ำมะนาว + กลิ่นมะลิ) ลงไป…แล้วเปลี่ยนเป็นตีด้วยความเร็วสูงสุด ประมาณ 4-5 นาที (แล้วแต่ว่าอยากให้แป้งออกมาเนื้อนิ่มมากน้อยแค่ไหน) …และตีด้วยความเร็วต่ำอีก 1 นาที เพื่อไล่ฟองอากาศ

5. นำส่วนผสมมาแบ่งเป็น 3 ส่วน เพื่อใส่สีตามชอบ (ควรใส่สีทีละหยด สีที่นึ่งออกมาแล้วจะเข้มกว่าสีที่เราเห็นตอนผสมมาก) …คนส่วนผสมให้เข้ากัน

6. เตรียมถ้วยกระดาษ (เบอร์ตามต้องการ) จากนั้นตักแป้งขนมใส่กระทงกระดาษที่รองด้วยพิมพ์อะลูมีเนียม…ตักให้เต็มถ้วยแต่ไม่ต้องล้น (ตกแต่งด้วยลูกเกด/มิ๊กซ์ฟรุต…ถ้ามี)

7. เตรียมรังถึง โดยนำผ้าขาวบางห่อฝาไว้ เพื่อกันไม่ให้น้ำหยดใส่หน้าขนม ตรวจดูน้ำ…ให้ด้านล่างใส่น้ำ 3/5 ของลังถึง และตั้งน้ำใช้ไฟแรงจนน้ำเดือดพล่านแล้ว จากนั้นจึงวางปุยฝ้ายลงไปในซึ้ง…เสร็จแล้วปรับเป็นไฟอ่อนๆ ทันที (หรี่ไฟให้อ่อนๆให้เหลือแค่น้ำเดือดปุดๆ) ใช้เวลานึ่งประมาณ 15 นาที…จนสุก พักขนมให้เย็นบนตะแกรงให้เย็นสนิท จัดเสิร์ฟ

2.ปุยฝ้ายมะพร้าวอ่อน

ปุยฝ้ายมะพร้าวอ่อนสูตรนี้หอมอร่อยมากเช่นกัน อีกสูตรหนึ่งของวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล อร่อยนุ่มหอมน้ำมะพร้าว ทานแล้วไม่ติดคอ เป็นสูตรมาจากคุณ Boong_b สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มีขั้นตอนการทำที่ง่ายไม่ยุ่งยาก ที่สำคัญต้องหอมหวานอร่อย…เป็นอีกสูตรที่อยากแนะนำ

ส่วนผสม
  • แป้งเค้ก ( พัด / ริบบิ้น ) 250 กรัม
  • ผงฟู 2 ช้อนชา
  • น้ำตาล 250 กรัม
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • เอสพี 20 กรัม
  • น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
  • น้ำมะพร้าว 1 100 กรัม
  • น้ำมะพร้าว 2 100 กรัม
  • เนื้อมะพร้าวอ่อนหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก 200 กรัม

วิธีทำ

1. ต้มน้ำให้เดือดรอไว้

2. ร่อนแป้ง ผงฟู รวมกันพักไว้

3. ตีส่วนผสม น้ำมะพร้าว 1+ไข่ไก่+น้ำมะนาว+เอสพี +และน้ำตาลทราย…ตีด้วยความเร็วสูงสุด 5 นาที
3.1.เมื่อตีครบ 5 นาทีแล้ว…ให้สังเกตุดูที่ส่วนผสมเป็นหลัก คือตีจนกระทั่งส่วนผสมขึ้นฟูข้นเหนียว ดังรูป (ถ้าตีส่วนผสมเหลวเกินไป…จะทำให้หน้าขนมไม่แตกฟู)

4. ใส่แป้งสลับกับน้ำมะพร้าว 2 จนหมด…ตีความเร็วสูงสุดอีก 1 นาที

5. ใส่เนื้อมะพร้าว คนผสมให้เข้ากัน พักไว้ 10 นาที

6. รอให้น้ำในซึ้งเดือดจัด ตักใส่ถ้วย 

7. พอตั้งบนเตาให้เบาไฟอ่อนๆ นึ่งไฟอ่อน 10 นาทีเสร็จ…รอให้เย็น

เคล็ดลับการทำขนมปุยฝ้ายให้หน้าแตกสวย

1) ทุกครั้งที่จะตักแป้งหยอดลงพิมพ์ รอบต่อไปคนๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วค่อยตักหยอด เพราะส่วนผสมอาจจะนอนก้น

2) เริ่มตั้งแต่การหยอดขนมใส่พิมพ์ ต้องหยอดให้เต็มถ้วยแต่ไม่ต้องล้น…ขนมจะแตกมากและฟูสวย และการวางเรียงใส่ซึงนึง อย่าวางแน่นจนเกินไป…เว้นให้มีพื้นที่ไอน้ำขึ้นมาด้วย

3) ตั้งซึ้งใส่น้ำ 3 ใน 5 ของรังถึง น้ำในลังถึงต้องเดือดพล่านซะก่อน จากนั้นพอวางปุยฝ้ายลงไปค่อยหรีไฟให้อ่อนๆ…ถ้าใช้เตาแก๊สแม่บ้านทั่วไปก็หรี่ให้ไฟอ่อนๆ ให้เหลือแค่น้ำเดือดปุดๆ (เบาแต่ก็ยังเหลือเปลวไฟวงรอบนอกด้วยโดยเปลวไฟสูงประมาณ 1/2 ซม.) ก็จะแตกสวย…นึ่งประมาณ 15 นาทีกำลังดี

4) ฝารังถึงควรหาผ้าขาวบางมาห่อเพื่อกันไอน้ำหยดลงหน้าขนม

5) ถ้าใช้เตาแก๊สทั่วไป …เวลานึ่งขนมควรจะใช้ซึงนึ่งชั้นเดียวเสมอ เพราะจะได้ปุยฝ้ายหน้าแตกเป็นเฉกสวยกว่านึ่งสองชั้น

6) หากนึ่งหลายถาด…ทุกครั้งที่เปลี่ยนซึ่งนึ่งรอบต่อไป เพิ่มน้ำให้ได้ 3 ใน 5 ของรังถึง แล้วให้น้ำเดือดพล่านอีกครั้ง จึงวางปุยฝ้ายลงไปนึ่ง แล้วรีบหรี่ไฟอ่อนๆ…คือทำแบบนี้ตลอด ทุกซึ้งที่ขึ้นนึ่ง ไม่เช่นนั้นขนมจะแตกบ้าง ไม่แตกบ้าง หรือแตกไม่เต็มได้

ขอขอบคุณรูปภาพจาก: http://pantip.com/topic/30124987

แนะนำเพิ่มเติมอื่นๆ
  • ไข่ไก่ใช้เป็นไข่สด/ใหม่และควรใช้ไข่เบอร์ 2…ขนมจะขึ้นฟูและหน้าแตกได้ง่ายกว่า
  • การร่อนแป้งจะทำให้แป้งเบาขึ้น หรือไม่ก็นำไปตากแดด 
  • เวลาตีแป้ง ควรตีไปทางเดียวกัน อย่าตีย้อนไปย้อนมา เพราะส่วนผสมจะละเอียดไม่เท่ากัน และต้องตีด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอกัน
  • การผสมสีควรผสมสีอ่อนๆ เพราะสีขนมจะเข้มขึ้นอีก…เมื่อนึ่งเสร็จ
  • การตีไข่ควรใช้หัวตีรูปตะกร้อ
  • เอสพี เป็นส่วนผสมที่ผลิตเพื่อใช้ในขนม ที่เราต้องการฟองมาก ๆ เช่น สปันจ์เค้ก แยมโรล และ ขนมปุยฝ้าย ส่วนผสมของเอสพี มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ช่วยทำให้เกิดฟองได้ดี และช่วยให้ฟองอยู่ตัว นอกจากนั้นยังช่วยให้ปริมาตร ขนมใหญ่ขึ้นและช่วยให้ขนม นุ่ม และสด นานขึ้น
  • คุณสมบัติของปุยฝ้ายที่ดี คือ ต้องสีอ่อน แตก 3-5 แฉก และไม่มีน้ำหยดลงหน้าขนม
สำหรับใครที่ทำขนมปุยฝ้ายแล้วหน้าขนมไม่แตกฟู ก็ลองนำเคล็ดลับการทำขนมปุยฝ้ายที่เราได้เรียบเรียงไว้ใน zabwer.com ไปลองทำตามดูนะครับ รับรองว่าถ้าทำปุยฝ้ายรอบนี้….หน้าขนมต้องแตกฟูสวยแน่นอนครับ (^_^)


เรียบเรียงข้อมูลโดย zabwer.com
ที่มาข้อมูลและภาพประกอบจาก:
เจ๊หลี สมาชิกเว็บไซต์บล็อกแก๊งดอทคอม
คุณ Boong_b สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
และ pantip.com/topic/30124987
read more

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วิธีทำขนมชั้นสูตรอร่อย หอมนุ่มเหนียว ใสปิ๊ง

ขนมชั้นเป็นขนมไทยโบราณ และยังเป็นขนมมงคลที่ใช้ในงานมงคลต่างๆ คนโบราณนิยมทำกันถึง 9 ชั้น เพราะถือเคล็ดเลข 9 ว่า จะได้เป็น “ศิริมงคลเจริญก้าวหน้า มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้นเรื่อยๆ” แก่เจ้าภาพ และชุดขนมชั้นยังจัดอยู่ในชุดของขนมแต่งงานในพิธีขันหมาก เนื่องจากมีชื่อที่เป็นศิริมงคล เชื่อว่าทุกคนคงเคยรับประทานขนมชั้นมาแล้ว ด้วยสีสันน่ารับประทาน มีรสหวานหอมอร่อย วันนี้เรา zabwer.com จึงได้นำวิธีทำขนมชั้นสูตรอร่อยๆ มาฝากครับ เป็นสูตรของคุณนุช ขนมชั้น วุ้นกุหลาบ และเบเกอรี่ ที่ได้แบ่งปันสูตรดีๆนี้ เป็นอีกสูตรขนมชั้นที่อร่อย หวานหอมกำลังดี และนุ่มเหนียว…ที่คนชอบขนมชั้นห้ามพลาด ที่มีเคล็ดลับขั้นตอนการทำดังนี้ครับ


ส่วนผสม
แป้งมันสำปะหลัง 300 กรัม
แป้งท้าวยายม่อม 40 กรัม
แป้งข้าวเจ้า 40 กรัม
น้ำตาลทราย 600 กรัม (เป็นสูตรหวานกำลังดี)
กะทิกล่อง(อร่อยดี) 850 กรัม (หรือ 850 มิลลิลิตร …คืออันเดียวกันมีค่าเทียบเท่ากัน)
ใบเตย
สีผสมอาหารตามชอบ / หรือน้ำคั้นจากดอกอัญชัน-ใบเตย (ใช้น้ำคั้นเท่าไหร่…ก็ลดปริมาณกะทิลงเป็นจำนวนเท่ากัน)

** หมายเหตุ : สูตรนี้ได้ 50 ชิ้น สำหรับพิมพ์ขนาด 5 ซม.

วิธีทำ

1. เริ่มจากเคี่ยวกะทิน้ำเชื่อมก่อนเลย…แบ่งกะทิ 1/3 ใส่หม้อไปตั้งไฟอ่อนๆ เอาน้ำตาลทรายใส่ และเอาใบเตยหั่นเป็นชิ้นใส่ลงไปพร้อมกันเลย…จากนั้นเคี่ยวเอาแค่พอน้ำตาลทรายละลายสักครู่ไม่ถึงกับดือด (จะได้กลิ่นหอมของใบเตยออกมา) แล้วยกลงรอให้เย็น


2. ผสมแป้งทั้ง 3 อย่างให้เข้ากัน แล้วนำแป้งไปผสมกับกะทิทีละน้อยๆนวดให้เข้ากัน ดังนี้;
2.1) เอาแป้งทั้งสามอย่างผสมลงในหม้อ (หรือชามผสมก็ได้) คนให้เข้ากันและทำบ่อตรงกลาง
2.2) เอาน้ำกะทิที่เหลือค่อยๆใส่ลงไป สัก 1-2 ถ้วย
2.3) คนแป้งกับกะทิด้วยทัพพี คนแป้งไปเรื่อยๆ…พอแป้งแข็งจับเป็นก้อนเติมกะทิลงไปอีก 1-2 ถ้วย
2.4) ใส่กะทิเมื่อแป้งเริ่มหนืด…และคนต่อไปจนแป้งทั้งหมดละลาย…ทำจนกะทิหมด
2.5) จะได้แป้งละลายไม่เป็นก้อน
2.6) จากนั้นจึงเติมน้ำเชื่อมกะทิลงไป แล้วคนๆๆๆๆ อีก 5-10 นาที

3. เอาซึ้งใส่น้ำประมาณ ¾ ของรังถึง ตั้งไฟใช้ไฟแรง…ตั้งน้ำจนเดือด

4. จากนั้นนำถาดอลูมิเนียมสี่เหลี่ยมจตุรัสหรือพิมพ์ไปนึ่งในซึ้งน้ำเดือดให้ร้อนจัด ประมาณ 5 นาที (เพื่อป้องกันขนมติดขอบพิมพ์)

5. แบ่งแป้งเป็น 2 ถ้วย โดยถ้วยที่ 1 ผสมกับน้ำใบเตย และถ้วยที่ 2 เป็นน้ำแป้งสีขาว…โดยสีในแป้งให้ผสมอ่อนกว่าสีที่ต้องการ เพราะเวลานึ่งสุก สีของขนมจะเข้มขึ้นอีก

6. หยอดแป้งขนมลงถาดหรือพิมพ์ที่เตียมไว้ ตักแป้งใส่แต่ละครั้งให้สลับสีกัน (ปริมาณเท่ากัน) ใช้เวลานึ่ง 5-7 นาทีต่อชั้น (ให้สังเกตุแป้งที่สุกจะมีลักษณะใสเป็นเงา) เมื่อแป้งสุกแล้วจึงค่อยหยอดชั้นต่อไปเรื่อยๆ จนเต็มถาด…นึ่งจนสุก
· ถ้าใช้พิมพ์ 5ซม. ให้หยอด 3-4 ชั้น แต่ละชั้นใช้แป้งประมาณ ¾ ช้อนโต๊ะ ใช้เวลานึ่ง 5-7 นาทีต่อชั้น

7. เมื่อขนมสุกแล้ว...ให้ปิดฝารังถึงก่อน แล้วยกถาดขนมออก ขนมที่ยกลงจากรังถึงให้วางพักบนตะแกรงพักจนเย็นสนิทซะก่อน…แล้วจึงค่อยแกะขนมออกจากถาด และหั่นแบ่งเป็นขนาดตามต้องการ ให้จุ่มมีดลงในน้ำร้อน แล้วกดลงบนขนมเป็นชิ้นๆ (เพื่อไม่ให้น่าขนมเละ) จัดใส่จานพร้อมเสิร์ฟ

เคล็ดลับการนึ่งขนมชั้นให้อร่อย
1. การตักแป้งหยอดแต่ละชั้น ให้ตักแป้งใส่สลับสีกัน ส่วนชั้นสุดท้ายควรใส่เป็นสีเข้มครับดูมีสีสันน่ารับประทาน
2. การตักแป้งหยอดชั้นถัดไป จะต้องให้แป้งขนมชั้นล่างสุกซะก่อน…สังเกตุคือจะมีลักษณะใสเป็นเงา เพราะถ้าแป้งชั้นใดชั้นหนึ่งไม่สุก ชั้นต่อๆไปก็จะนึ่งไม่สุกด้วย ใช้เวลานึ่งประมาณ 5-7 นาทีต่อชั้น (ขึ้นอยู่กับปริมาณแป้งที่ใส่…ถ้าปริมาณแป้งมาก, ก็ใช้เวลานึ่งมากด้วย) แล้วจึงใส่แป้งชั้นต่อไป
3. ก่อนจะหยอดส่วนผสมแป้งทุกครั้ง ควรคนส่วนผสมให้เข้ากันก่อน เพราะแป้งมักจะนอนก้น
4. การนึ่งขนมในแต่ละชั้น…ทุกครั้งที่จะปิดฝารังถึง…ให้เอาผ้าสะอาดเช็ดหยดน้ำที่เกาะอยู่ในฝาซึ้งให้แห้งก่อนทุกครั้ง เพื่อไม่ให้ละอองน้ำที่ฝารังถึงหยดลงบนหน้าขนม
5. ขนมชั้นที่ดี เวลาสุกแล้วจะมีหน้าขนมเรียบ แป้งมีความเหนียวนุ่ม และสามารถลอกเป็นชั้นๆได้ มีรสชาติหอมหวานมันกำลังดี

ขอขอบคุณรูปภาพจาก: pantip.com
                                   Horolive.com

เคล็ดลับความอร่อย
แป้งแต่ละชนิดที่เป็นส่วนผสมในขนมชั้นล้วนแต่มีความสำคัญแตกต่างกันไป ดังนี้
· แป้งมัน ทำให้เนื้อขนมเนียน นุ่ม เหนียว หนืด ดูใสเป็นมัน
· แป้งท้าวยายม่อม ทำให้เนื้อขนมเนียน เหนียว แข็ง แต่จะใสน้อยกว่าแป้งมัน
· แป้งข้าวเจ้า ทำให้เนื้อขนมแข็ง และอยู่ตัว
· แป้งถั่ว จะทำให้ขนมอยู่ตัว ไม่เหนียวมากเกินไป
กะทิ เป็นส่วนของเหลวที่จำเป็นมากในขนมชั้นทำให้ขนมทั้งหอมและมัน
· ถ้าใส่มากจะทำให้ขนมเหลว ลอกชั้นได้ยาก
· ถ้ากะทิน้อย ขนมจะแข็งกระด้างไม่น่ารับประทาน
· ใช้กะทิที่เข้มข้นพอดี จะทำให้ขนมเป็นชั้นลอกออกจากกันได้ง่าย ผิวดูเป็นมัน เวลาหยิบไม่ติดมือ

น้ำตาล สิ่งเดียวที่จะให้รสชาติความหวานในขนมชั้น
ถ้าใส่น้ำตาลมากไปขนมจะหวานจัด แฉะ ลอกชั้นได้ยาก ความเหนียวของขนมก็จะน้อยลงด้วย
read more

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ข้าวคลุกกะปิอาหารจานเดียว สูตรอร่อยจนต้องบอกต่อ

สำหรับเมนูอาหารวันนี้ zabwer.com ขอแนะนำข้าวคลุกกะปิ (shrimp paste fried rice) สูตรอาหารจานเดียวแสนอร่อย เมนูอาหารภาคกลาง ที่จริงๆแล้วเป็นเมนูอาหารไทยที่ทำง่ายๆ แต่อาจใช้เวลาทำนานก็เพราะต้องเตรียมเครื่องเคียงข้าวคลุกกะปิหลายอย่าง แต่เมื่อทำเสร็จแล้วก็คุ้มค่ากับการรอคอยยิ่งนัก ด้วยเสน่ห์ของข้าวผัดที่มีกลิ่นหอมฉุยของกะปิและมีรสอร่อยออกเค็มๆนิด บวกกับความเปรี้ยวของมะม่วงซอยเส้น ตัดด้วยรสชาติหวานๆของหมูหวาน แล้วไหนจะเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอื่นๆอีก ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียวฝอย กุนเชียงทอด กุ้งแห้งทอด หอมแดง ถั่วฝักยาว แตงกวา พริกขี้หนู และมะนาว แค่พูดขึ้นมานี่…ก็นึกหิวข้าวขึ้นมาแล้ว


ส่วนผสม
ข้าวหอมมะลิที่หุงสุกเม็ดสวยๆ (แม่อบเชยใช้ข้าวที่หุงไว้แล้วเก็บในตู้เย็น) 4 ถ้วย
กระเทียมสับ 5-6 กลีบ
กะปิอย่างดี 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่าหรือน้ำซุป 1/4 ถ้วย
น้ำมันพืชสำหรับผัดข้าว 1-2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา (ใส่ หรือไม่ใส่ก็ได้)
น้ำตาลทราย (ใส่ หรือไม่ใส่ก็ได้)


เครื่องเคียง :ไข่ฝอย กุนเชียง กุ้งแห้ง หอมแดง ถั่วฝักยาว พริกขี้หนู มะม่วงน้ำดอกไม้ดิบ หมูหวาน
ดังนี้   ไข่เจียวทอดบางหั่นฝอย (ไข่ไก่หรือไข่เป็ดก็ได้) 4 ฟอง
          กุนเชียงทอดหั่นแว่น
          กุ้งแห้งทอด 4 ช้อนโต๊ะ
          หอมแดงซอย 4 ช้อนโต๊ะ
          ถั่วฝักยาวหั่นเป็นท่อนขนาดเล็ก 8 ช้อนโต๊ะ
          พริกขี้หนูซอย
          มะม่วงเปรี้ยวซอยเป็นเส้น 1 ½ - 2 ถ้วย
          หมูหวาน

สำหรับส่วนผสมและวิธีทำหมูหวานสามารถดูได้ที่นี่ครับ : หมูหวานเลิศรส ทานกับอะไรก็อร่อย

วิธีทำ
1. มาเตรียมเครื่องเคียงให้พร้อมก่อนเลย ง่ายๆดังนี้
  • เจียวไข่บางๆโดย คนไข่1ฟองกันน้ำซุปหรือน้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ ให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากันแต่ไม่มีฟอง 
  • ตั้งกระทะใช้ไฟอ่อนๆ ทาน้ำมันพืชเล็กน้อย (ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ) ให้ทั่วกระทะ เมื่อกระทะร้อนเทไข่ลงกลางกระทะ กลอกไข่เป็นแผ่นกลมบางๆ หนาเท่าๆกัน จนไข่เริ่มสุก ปิดไฟ แล้วพับม้วนจนหมด นำมาหั่นเป็นเส้นเล็กฝอยๆ
  • แช่กุนเชียงในน้ำร้อน จนผิวด้านนอกบวม น้ำมาหั่นบาง แล้วนำไปคั่วในกระทะที่ไม่ใส่น้ำมัน คนไปมาตลอด จนกุนเชียงสุกและน้ำมันออกมา ตักขึ้นพักไว้ 
  • กุ้งแห้งนำไปแช่น้ำให้นิ่ม ซาวขึ้นมาพักไว้สะเด็ดน้ำให้หมด แล้วนำไปทอดในน้ำมันที่ออกมาจากกุนเชียง ทอดจนสุกเหลืองกรอบ ตักขึ้นพักไว้
  • หั่นหอมแดงตามยาวบางๆ มะม่วงขูดเป็นเส้น ถั่วฝักยาวหั่นตามขวาง พริกขี้หนูซอย มะนาวหนึ่งลูกผ่าเป็น 2 ซีก
2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช ใช้ไฟอ่อนๆ ใส่กระเทียมลงไปเจียว…พอกระเทียมเริ่มเหลือง ก็ให้ใส่กะปิลงไปยีด้วยปลายตะหลิวให้กะปิกระจายไม่เกาะกันเป็นก้อน แล้วก็ผัดๆ ไปสักแป๊บ (หรือจะห่อแล้วนำไปย่าง) จนกะปิสุกส่งกลิ่นหอมดี ก็ให้ใส่น้ำซุปหรือน้ำเปล่าลงไปคนให้ละลาย จากนั้นก็ใส่ข้าวสวยตามลงไปเลยครับ จากนั้นก็ผัดๆที่ใช้ไฟอ่อนๆ คลุกเคล้าให้กะปิกับข้าวเข้ากันดี เมล็ดข้าวมีสีสวยสม่ำเสมอกัน (อย่าให้กะปิเกาะติดขาวเป็นก้อนๆ) ชิมดูถ้าจืดไปก็เติมน้ำปลา…และใส่น้ำตาลทรายลงไปเล็กน้อยถ้าชอบ (ใส่หรือไม่ก็ได้ครับ) เมื่อรสชาติเป็นที่พอใจแล้วก็ปิดไฟ ตักใส่จานและพักไว้

3. มาจัดจาน เตรียมหม่ำกัน…เริ่มด้วยอัดข้าวลงพิมพ์ใส่จาน ตกแต่งด้วยเครื่องเคียงทั้งหมดที่เตรียมไว้วางลงไปอย่างละนิดละหน่อย เช่น ไข่ฝอย หมูหวาน กุ้งแห้งทอด กุนเชียงทอด มะม่วงซอย หอมแดง พริกขี้หนูสวน แตงกวา ผักชี(โรยหน้า) และมะนาว หรือนอกจากนี้หมูหวานอาจจะตักใส่ถ้วยเล็ก ๆ แยกไว้ต่างหากก็ได้แล้วแต่ความชอบ… ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย


เคล็ดลับเพิ่มความอร่อย
  • น้ำมันที่ใส่ผัดข้าวคลุกกะปิไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะจะทำให้แฉะและเลี่ยน ไม่น่ากิน 
  • กะปิที่ใช้ควรเลือกใช้เป็นกะปิอย่างดี สีธรรมชาติ รสชาติไม่เค็มมาก
  • ข้าวสวยที่ใช้ผัดต้องไม่แฉะ นอกจากนี้ เมื่อข้าวสุกใหม่ร้อนๆ ควรเกลี่ยใส่ถาดให้ข้าวเย็นก่อนจึงนำมาผัด หรือใช้ข้าวที่หุงไว้แล้วเก็บในตู้เย็นด็ได้ (เพื่อข้าวจะได้ไม่เกาะตัวเป็นก้อน )
  • มะม่วงที่ใช้: ควรเลือกเป็นมะม่วงเปรี้ยวจะอร่อยที่สุด เช่น มะม่วงแก้ว มะม่วงน้ำดอกไม้ ฯลฯ หรือถ้าไม่มีจริงๆอาจประยุกต์ใช้ถ้ามะม่วงไม่ค่อยเปรี้ยว…เราก็บีบมะนาวใส่ลงไป คลุกเคล้ามะม่วงกับมะนาวให้เข้ากันก็อร่อยใช้ได้ครับ
  • กุ้งแห้งควรเลือกเป็นกุ้งแห้งอย่างดี รสชาติไม่เค็มมาก เลือกที่มีสีธรรมชาติมีส้มอ่อนๆ ตัวขนาดกลาง แต่ถ้าเค็มมากเราก็นำไปล้างน้ำก่อนก็ได้ครับ (เพื่อลดความเค็ม) แล้วจึงนำกุ้งแห้งไปทอดพอหอมๆ ก็ใช้ได้แล้ว
  • นอกจากนี้ สามารถใส่ไข่เค็มเพิ่มเข้าไปได้ เลือกลูกที่ไข่แดงฉ่ำ ๆ ปอกเปลือก แล้วก็ผ่า 4 หรือผ่า 6 ส่วนตามชอบครับ

เรียบเรียงข้อมูลโดย: zabwer.com
read more

3 สูตรหมูหวานเลิศรส ทานกับอะไรก็อร่อย

หมูหวาน (Moo Wan or Sweet Pork) อีกสูตรอาหารไทยที่ทำง่ายและอร่อย มีรสหวานกลมกล่อมตัดเค็มนิดๆ บวกกับความนุ่มอร่อยของเนื้อหมู ไม่ว่าเราจะทานกับข้าวสวย หรือข้าวต้มร้อนๆก็อร่อยจนไม่อยากวางมือเลย รับประทานแล้วก็อยากรับประทานอีก นอกจากนี้ หมูหวานสามารถรับประทานกับสาระพัดน้ำพริกก็อร่อยเข้ากันดี ทานกับแกงส้ม หรือกับสาระพัดอาหารได้แทบทั้งสิ้น ยิ่งถ้าเป็นเมนูข้าวคลุกกะปิยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถ้าทำข้าวคลุกกะปิแล้วไม่มีหมูหวานนี่คงหาความอร่อยครบรสได้ยาก

สำหรับหมูหวานแต่ละสูตรก็มีวิธีทำแตกต่างกันไป แล้วแต่ใครเห็นว่าสูตรไหนอร่อย สำหรับหมูหวานทั้ง 3 สูตรที่เรา zabwer.com นำมาฝากนี้ เป็นสูตรหมูหวานที่รับรองว่าอร่อยนุ่ม แต่มีขั้นตอนวิธีทำที่แตกต่างกัน จึงอยากนำมาฝากเผื่อใครที่กำลังสนใจหาสูตรหมูหวานอร่อยๆทำทานเองที่บ้าน ก็ตามไปดูกันเลยครับ

หมูหวานสูตรที่ 1

หมูหวานสูตรนี้ เป็นการนำกระเทียมมาผัดพอหอม ตามด้วยหมูสามชั้นผัดพอสุก นำมาปรุงรสนู่นนี่นั่น แล้วก็เคี่ยวไปเรื่อยๆจนเนื้อนุ่ม จากนั้นถึงนำมาผัดกับน้ำตาลปี๊บจนเครื่องปรุงเข้าเนื้อ มีรสหวานกลมกล่อมตัดเค็มนิดๆ นุ่มอร่อย แต่ถ้าใครที่ ไม่ชอบทานเนื้อติดมันก็สามารถใช้เนื้อส่วนสันคอหมูแทนก็ได้ ให้ความอร่อยนุ่มเช่นกัน (ใครกลัวอ้วนยิ้มออกแล้วละซิ^_^)

ส่วนผสมหมูหวาน (สำหรับ 4 ที่)
หมูสามชั้น 400 กรัม
หอมแดงปอกเปลือก 12 หัว
น้ำมันถั่วเหลือง 4 ช้อนโต๊ะ
ซอสถั่วเหลือง 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊ป 200 กรัม
ซีอิ๊วดำ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 1 ถ้วย

วิธีทำ
1. เตรียมวัตถุดิบต่างๆไว้ให้พร้อม ดังนี้
  • ล้างเนื้อหมู และหั่นหมูสามชั้นตามขวางเป็นชิ้นเล็กประมาณหนา 1 เซนติเมตร ยาว 1 นิ้ว 
  • ปอกหอมแดง นำไปล้างให้สะอาดและซอยเป็นแว่นบางๆ 
2. ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง เติมน้ำมันพืชสักเล็กน้อยลงไป ใส่หอมแดงลงไปเจียวให้หอม
3. แล้วจึงใส่หมูสามชั้นตามลงไปผัดให้เข้ากันเกือบสุก
4. ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซอสถั่วเหลือง ถ้าอยากให้หมูหวานมีสีเข้มขึ้นให้ใส่ซีอิ๊วดำลงไป ผัดทั้งหมดให้เข้ากัน
5. เติมน้ำเปล่าลงไป ผัดให้เข้ากัน ปิดฝาเคี่ยวประมาณ 10 นาที…ให้น้ำซอสงวด (คือเมื่อน้ำเริ่มแห้ง)
6. จึงค่อยเติมน้ำตาลปี๊ปลงไป ผัดให้เข้ากัน จนกระทั่งน้ำตาลปี๊ปละลายหมด ปิดไฟ
7. ตักหมูหวานใส่จาน…พร้อมเสิร์ฟ…จะทานกับข้าวสวย หรือข้าวต้มร้อนๆ ก็อร่อยทั้งนั้น

## หมูหวานควรใส่น้ำตาลปี๊บในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อไม่ทำให้หมูสามชั้นรัดตัวแข็งกระด้างเวลาทาน ##


ขอขอบคุณรูปภาพและสูตรจาก:https://www.facebook.com/media/set/?set=a.182871331839223.36875.122876307838726&type=3)

หมูหวานสูตรที่ 2

ขั้นตอนวิธีทำหมูหวานสูตรนี้จะคล้ายกับสูตรที่ 1 แต่จะต่างกันที่ส่วนผสม รับรองสูตรนี้อร่อยไม่ผิดหวัง ยิ่งถ้านำไปทำเป็นเครื่องเคียงข้าวคลุกกะปิยิ่งอร่อยกลมกล่อมเข้ากันดีนัก เป็นสูตรจากเปิดตำราทำอาหารกับแม่อบเชย By Pakavadee Siriprasert ลองนำสูตรไปทำดูนะครับ…เป็นอีกสูตรที่อยากแนะนำ

ส่วนผสม (สำหรับ 6-7 ที่)
สันคอหมู 700 กรัม
น้ำตาลมะพร้าว 3/4 ถ้วย
หอมแดงซอย 3/4 ถ้วย
เกลือ 3 ช้อนชา
น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
รากผักชีกระเทียมพริกไทยตำละเอียด (1: 1: ¼) 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. เตรียมวัตถุดิบต่างๆไว้ให้พร้อม ดังนี้
  • ล้างเนื้อหมู และหั่นหั่นสันคอหมูตามขวางเป็นชิ้นเล็กหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 2 เซนติเมตร
  • ปอกหอมแดง นำไปล้างให้สะอาดและซอยเป็นแว่นบางๆ
2. ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง เติมน้ำมันพืชสักเล็กน้อยลงไป ใส่หอมแดงลงไปเจียวให้หอมจนสุกใส
3. จากนั้นจึงใส่รากผักชีกระเทียมพริกไทยตำละเอียด และหมู…ลงไปผัดให้เข้ากัน
4. แล้วเติมน้ำเปล่าลงไปพอท่วมหมู…แล้วต้มหมูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเปื่อยนุ่ม
5. ใส่น้ำตาลมะพร้าวเคี่ยวจนน้ำตาลละลาย ปรุงรสด้วยเกลือ เคื่ยวไฟกลางไปเรื่อยๆ…จนน้ำตาลเข้าเนื้อหมู
6. ตักหมูหวานใส่จาน…พร้อมเสิร์ฟ

## หมูหวานควรใส่น้ำตาลปี๊บในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อไม่ทำให้หมูสามชั้นรัดตัวแข็งกระด้างเวลาทาน ##

ขอขอบคุณรูปภาพและสูตรจาก: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pookhakae&month=04-2013&date=01&group=11&gblog=98

หมูหวานสูตรที่ 3

วิธีทำหมูหวานสูตรนี้แตกต่างจากสูตรที่ 1 และ 2 เริ่มจากต้องเคี่ยวน้ำตาลปี๊บให้ละลายและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงเข้ม…จากนั้นจึงใส่หมูที่เราหั่นเตรียมไว้ลงไปผัดให้เข้ากัน ใส่น้ำเปล่าลงไปพอท่วมหมู แล้วจึงปรุงรสนู่นนี่นั่น ลดไฟลงใช้ไฟอ่อนๆ ปิดฝา เคี่ยวไปเรื่อยๆและหมั่นคนเป็นระยะๆ ประมาณ 20-30 นาที…เคี่ยวไปจนกระทั่งหมูหวานเป็นประกาย เงาใสสวย สีเข้มสวยงาม...(บางคนอาจจะนึกสงสัย เคี่ยวน้ำตาลเป็นคาราเมลแล้วใส่หมูลงไปผัดอย่างนั้นหมูจะไม่แข็งกระด้างเหรอ คำตอบคือไม่แข็งกระด้าง…เพราะเราใช้หมูสามชั้นหรือเนื้อหมูติดมันครับ) หมูหวานที่ได้จากสูตรนี้จะอร่อยนุ่ม ไม่เปื่อยยุ่ย รสชาติก็เข้มข้นหวานกลมกล่อม เค็มตามมาห่างๆกำลังพอดี อีกทั้งกลิ่นหอมของน้ำตาลเคี่ยวทำให้หมูหวานจานนี้น่ารับประทานยิ่งนัก เป็นสูตรจากคุณปูขาเก เซมารู ว่าแล้วก็ไปดูวิธีการทำหมูหวานกันเลยครับ

ส่วนผสมหมูหวาน (สำหรับ 8 ที่)
หมูสามชั้น 850 กรัม
หอมแดงซอย ½ ถ้วยตวง
กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 300 กรัม
ซีอิ๊วขาว 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
เกลือป่น เล็กน้อย
ซีอิ๊วดำ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืชสำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำหมูหวาน
1. เตรียมวัตถุดิบต่างๆไว้ให้พร้อม ดังนี้
  • ล้างเนื้อหมู และหั่นหมูสามชั้นตามขวางเป็นชิ้นเล็กประมาณหนา 1 เซนติเมตร ยาว 1 นิ้ว
  • ปอกหอมแดง นำไปล้างให้สะอาดและซอยเป็นแว่นบางๆ
  • กระเทียมนำไปล้างและสับหยาบ
2. ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลางและใส่น้ำมันพืช ตามด้วยหอมแดงกับกระเทียมลงไปเจียวให้หอม ใส่น้ำตาลปี๊บลงไป เคี่ยวไปเรื่อยๆ…จนน้ำตาลปี๊บละลายและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงเข้มมีกลิ่นหอม (ระวังอย่าปล่อยให้ไหม้ เดี๋ยวจะขม)เคี่ยวน้ำตาลปี๊บให้ละลายและเคี่ยวต่ออีกสักนิดจนกระทั่งน้ำตาลปี๊บกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม
3. ตามด้วยใส่เนื้อหมูสามชั้นลงไปผัดให้เข้ากัน จึงค่อยเติมน้ำเปล่าลงไปใส่แค่พอท่วมหมูเท่านั้น ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว และเกลือป่น(ชิมรสดูตามชอบ) ถ้าอยากให้สีของหมูหวานเข้มขึ้น ให้ใส่ซีอิ๊วดำลงไปด้วย
4. จากนั้นจึงลดไฟลง…ใช้ไฟอ่อนๆ ให้กระทะหมูหวานเดือดแค่ปุดๆ แล้วจึงเคี่ยวหมูไปเรื่อยๆและหมั่นคนหมูเป็นระยะๆ (เคี่ยวประมาณ 40-50 นาที) เพื่อให้หมูสุกทั่วถึงไม่ไหม้และน้ำตาลเข้าเนื้อหมู…เคี่ยวไปจนกระทั่งหมูหวานเป็นประกาย สีเข้ม เงาใสสวย และน้ำแห้งลงโดยน้ำที่เหลือจะมีลักษณะเป็นยางมะตูม…ก็เสร็จเรียบร้อย…ปิดไฟพักไว้…
5. ตักหมูหวานใส่จาน…พร้อมเสิร์ฟ…จะทานกับข้าวสวย หรือข้าวต้มร้อนๆ ก็อร่อยทั้งนั้น

แนะนำเพิ่มเติม
  • หมูสามชั้นเป็นเนื้อหมูที่นิยมนำมาทำหมูหวาน แต่ถ้าท่านที่ไม่ชอบทานหมูติดมัน…ใช้เป็นสันคอหมูหรือสะโพกหมูแทนก็ได้ ทำมาแล้วเนื้อหมูไม่แข็งกระด้างครับ เพียงแต่อาจให้ความนุ่มๆหนึบๆน้อยกว่าที่ใช้หมูสามชั้น

เรียบเรียงข้อมูลโดย : zabwer.com
read more

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

3 สูตรน้ำพริกอ่อง อร่อยไม่รู้เบื่อ


น้ำพริกอ่อง หรือ Nam Prik Aong (Northern Thai Meat and Tomato Spicy Dip) น้ำพริกรสอร่อยของชาวเหนือ ผสมรสหวานของเนื้อหมู เสน่ห์รสเปรี้ยวอมหวานของมะเขือเทศ ทำให้น้ำพริกถ้วยนี้มีรสชาติอร่อยอย่างไม่รู้เบื่อ ลองถ้าได้นำน้ำพริกอ่องมารับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ แนมด้วยผัก ระวังจะทานเพลินจนข้าวหมดไม่รู้ตัว แม้แต่คนที่ไม่ชอบทานมะเขือเทศ (^_^) zabwer.com ก็ขอแนะนำว่าให้ลองหาน้ำพริกอ่องมาทำทานดูนะครับ...วิธีทำนั้นก็ไม่ยาก...แล้วคุณอาจจะหลงรักมะเขือเทศขึ้นมาก็ได้ เมื่อได้ทานแล้วก็อยากทานอีก อร่อยและได้คุณค่าเช่นนี้ เราก็อยากให้ลองมาทำทานกัน สูตรวิธีทำน้ำพริกอ่องก็ง่ายๆตามนี้เลยครับ


สูตรที่ 1 น้ำพริกอ่องสูตรดั้งเดิม ชาวเหนือ

น้ำพริกอ่องสูตรดั้งเดิมจะไม่ใส่น้ำตาล เพราะรสเปรี้ยวและหวานจะได้จากผลของมะเขือเทศ ที่ผสมรสหวานของเนื้อหมูอีกด้วย

ส่วนผสมของน้ำพริกอ่อง
เนื้อหมูบด 400 กรัม
มะเขือเทศลูกเล็ก 20 ลูก
ผักชีและต้นหอมซอย (เพื่อโรยหน้า) อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกงน้ำพริกอ่อง
พริกขี้หนูแห้ง 20 เม็ด
หอมแดง 5 หัว
กระเทียมไทย (กลีบเล็ก หรือกลีบใหญ่ก็ได้) 10 กลีบ
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ ½ ช้อนชา


วิธีทำ
1. โขลกพริก หอมแดง กระเทียม รวมกันให้ละเอียด
2. ใส่กะปิและเกลือ โขลกให้เข้ากัน
3. ผัดเครื่องแกงกับน้ำมัน จนมีกลิ่นหอม ใส่เนื้อหมูบด ลงผัดให้สุก เติมน้ำเล็กน้อย
4. พอเดือด ใส่มะเขือเทศ ลงผัดให้เข้ากัน ตั้งไฟต่อจนมะเขือเทศสุก ปิดไฟ

สูตรและรูปภาพจาก: น้ำพริกอ่อง.blogspot.com 

สูตรที่ 2 น้ำพริกอ่องสูตรนี้ทำง่าย อร่อยเวอร์

สำหรับสูตรนี้จะไม่เหมือนสูตรของทางเชียงใหม่ สูตรนี้จะออกหวานนิดๆและมีรสชาติกลมกล่อม สามารถรับประทานได้ไม่รู้เบื่อ


สูตรและรูปภาพจาก:Tukata001 

ส่วนผสมน้ำพริกอ่อง
หมูสับ ใช้หมูติดมันจะอร่อย เพราะนิ่ม
มะเขือเทศ 15-20 ลูก
พริกขี้หนูแห้ง 15 เม็ด (ชอบเผ็ด)
กระเทียม 5 กลีบ (กระเทียมฝรั่ง)
หอมแดง 3 หัว (หอมแดงฝรั่ง)
กะปิ 1/2 ชช

เกลือ 1/2 ชช
น้ำปลาดี 3-4 ชต (ชิมรสเอานะคะ)
น้ำตาลปี๊บ 2 ชต
น้ำมะขามเปียก 3 ชต
ผักตามชอบ วันนี้ มีผักชี และแตงกวา

วิธีทำ
1. นำพริกแช่น้ำให้เปื่อย นำพริก กระเทียม หัวหอม กะปิ รากผักชี นำไปใส่ครกโขลกรวมกันหรือใส่ในเครื่องปั่นบดให้เข้ากัน พร้อมมะเขือเทศให้ละเอียด
2. นำเครื่องแกงที่ได้ (จากข้อ 1) ลงผัดในน้ำมันให้หอม
3. นำเนื้อหมูสับใส่ลงผัดต่อให้สุก
4. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ และน้ำมะขามเปียก ให้ได้ออกสามรส คือ เปรี้ยว หวาน เค็ม
5. แค่นี้ก็เสร็จ ตักใส่ถ้วยได้ทานกับผักสดตามชอบแล้ว

สูตรที่ 3 น้ำพริกอ่อง สูตรอร่อยต้องลอง

เป็นสูตรน้ำพริกอ่องสูตรดั้งเดิมต้นตำรับที่วิชัย ทาเปรียว ข่าวสดเชียงใหม่นำมาบอกกล่าวกัน มีเครื่องปรุงและวิธีทำอย่างไรบ้าง…ไปดูกัน

เครื่องปรุง
หมูสับ 250 กรัม
มะเขือเทศลูกใหญ่ 3-4 ลูก
พริกแห้งบางช้างหั่นเป็นท่อน
(เอาเมล็ดออกแช่น้ำ 3 เม็ด)

ข่า 2 แว่น
กะปิปิ้งไฟ หรือถั่วเน่า 1 ช้อนชา
หอมแดง 2 หัว
กระเทียมกลีบเล็ก 4 กลีบ
รากผักชี 2 ราก
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา พอประมาณ
น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
รสดีรสหมู 1 ช้อนชา
ต้นหอมซอย พอประมาณ
ผักชีซอย พอประมาณ

วิธีทำ
1. นำมะเขือเทศมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เท่าที่จะเล็กได้ ต้นหอมผักชีซอยเตรียมไว้
2. ลงมือเตรียมเครื่องน้ำพริกเอาไว้ เริ่มจากนำพริกแห้ง หอมแดง กระเทียม ข่า รากผักชี กะปิหรือถั่วเน่าใส่ครกแล้วโขลกให้ละเอียดเข้ากัน นำหมูสับลงไปย้ำกับครกให้เข้ากับเครื่องแกงน้ำพริกที่โขลกไว้ นำมะเขือเทศที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในครกแล้วย้ำให้เข้ากัน แต่อย่าให้ละเอียด
3. นำกระทะตั้งไฟ (ใช้ไฟอ่อนๆถึงปานกลาง) ใส่น้ำมันลงไป พอร้อนใส่กระเทียมสับที่เหลือลงไป ผัดให้หอม
4. นำเครื่องที่โขลกกับหมูไว้ลงผัดให้ทั่ว ใส่รสดีรสหมูลงไปผัดด้วยไฟอ่อน (คั่วน้ำพริกแกงอย่าให้ไหม้ เพราะจะทำให้มีรสขมได้)
5. ปรุงรสด้วยน้ำปลา แล้วเคี่ยวจนกระทั่งมะเขือเทศเปื่อย
6. ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยผักชี ต้นหอม เสิร์ฟพร้อมกับผักสด และแคบหมู

เครื่องเคียงรับประทานกับน้ำพริกอ่อง
แคปหมู, ข้าวเหนียว หรือข้าวสวย
ผักต้มหรือนึ่งตามชอบ เช่น ฟักทอง, กะหล่ำปลี, ฟักเขียว, บวบ, ดอกแค, หัวปลี
ผักสด เช่น ยอดกระถิน, ถั่วพู, แตงกวา, มะเขือเปราะ, ถั่วฝักยาว, ผักไผ่, ผักชีฝรั่ง, สะระแหน่, ผักกาดขาว

แนะนำเพิ่มเติม
  • มะเขือเทศควรจะใช้มะเขือเทศผลเล็กชนิดเป็นพวง คือมะเขือส้ม ตามที่คนภาคเหนือเรียก เพราะจะมีรสเปรี้ยวกว่ามะเขือเทศผลใหญ่ 
  • ส่วนเนื้อหมูควรจะเป็นหมูติดมันเล็กน้อย (จะนิ่มและอร่อย) และสับให้ขาดไม่ติดเป็นพวง หรือเลือกใช้ส่วนสะโพกหมู หรือหมูเนื้อแดง หรือหมูส่วนสันนอกจะอร่อยกว่าแบบซื้อหมูบดสำเร็จครับ… (ซื้อที่ตลาดให้เค้าบดมาเลยก็ได้ครับ)
  • ถ้าจะให้ดีกับสุขภาพควรทานคู่กับผัก จะได้ช่วยในระบบขับถ่ายได้ดี และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรทานกับผักสด (เพราะผักต้มจะสูญเสียวิตามินซีไปกับการต้ม) นอกจากนี้ สามารถเลือกรับประทานคู่กับผักที่มีในท้องถิ่นของเราเอง ถ้าหากอยากจะได้รับสารอาหารหลากหลายจากผัก ก็ควรรับประทานกับผักหลากสีหลากชนิดนะครับ
  • ในมะเขือเทศอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่มีวิตามินและเกลือแร่มากมาย ทั้งวิตามินซีสูงช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยชุ่มชื่น มีสารไลโคพีน มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอย มีวิตามินเอบำรุงสายตา มีฤทธิ์ในการช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ช่วยระบบการย่อย ช่วยการขับถ่ายอุจจาระ และประโยชน์อีกมากมาย
  • ควรระวังปริมาณไขมัน ดังนั้นน้ำมันพืชที่ใช้ผัด...ควรใส่ให้น้อย

เรียบเรียงข้อมูลโดย: zabwer.com
read more

น้ำพริกปลาทูสูตรเด็ด อร่อยแซ่บเวอร์


บทความนี้ zabwer.com ขอนำเสนอสูตร "น้ำพริกปลาทู" (Fried mackerel with shrimp paste sauce) อาหารยอดฮิตของทุกภาคโดยเฉพาะที่ภาคกลาง ปลาทูเป็นเนื้อปลาที่อร่อยถูกปากอยู่แล้ว เมื่อนำปลาทูมาทอดหรือย่างจนหอมฉุย แกะเนื้อใส่ลงโขลกในน้ำพริก ก็จะได้น้ำพริกปลาทูที่แสนอร่อย เมื่อนึกถึงรสชาติเมื่อไร ก็อยากจะรับประทานขึ้นมาทันที มีครบทุกรส เผ็ด เปรี้ยว หวาน และเค็ม ไม่ว่าจะทานเล่นหรือนำมาคลุกกับข้าวสวยร้อนๆ หรือทานกับปลาทูทอดตัวโตๆ หรือไข่ต้ม ไข่เจียว หรือผักสดผักลวก หรือกับอาหารอื่นๆ ก็เจริญอาหารและอร่อยแซ่บเวอร์ยิ่งนัก ทานเมื่อใดก็อร่อยติดอกติดใจกันทั้งบ้าน


ส่วนผสมน้ำพริกปลาทู
  • เนื้อปลาทูตัวเล็กย่างหรือทอด (แกะเอาเฉพาะเนื้อเท่านั้น) 1 ตัว 
  • พริกขี้หนู 10 เม็ด 
  • กระเทียมไทย (กลีบเล็กหรือกลีบใหญ่ได้ทั้งนั้น) ลอกเปลือก 10 กลีบ 
  • หอมหัวแดง ลอกเปลือก 5- 6 หัว 
  • น้ำปลา 1- 2 ช้อนโต๊ะ 
  • (ถ้ามีน้ำปลาร้าด้วย ก็ให้ใส่น้ำปลาร้าข้น 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ) 
  • น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำตาลทราย ½ ช้อนชา 
  • น้ำต้มสุก 2- 4 ช้อนโต๊ะ 

เครื่องเคียง:
ทานกับผักสด : ยอดมะกอก, มะเขือเปราะ, แตงกวา, ถั่วพูฟักอ่อน, แตงกวา, ถั่วฝักยาว, ผักชีล้อม, ขมิ้นขาว, ยอดแค, มะเขือพวง ฯลฯ
(แต่ผักบางอย่างไม่ควรทานดิบ ๆ อาทิ กระหล่ำปลี ผักกาดขาว เราก็ต้องลวก นึ่ง หรือต้มให้สุกก่อนครับ)
ผักลวก : ข้าวโพดอ่อน, ยอดฝักแม้วลวก, มะเขืออ่อนลวก, ผักบุ้งลวก, ดอกแคลวก ฯลฯ

วิธีทำ
1. เตรียมส่วนผสมให้พร้อม ดังนี้
  • นำปลาทูมาทอด (ใช้น้ำมันน้อยๆก็พอ) ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วแกะเอาเฉพาะส่วนเนื้อปลา 
  • พริกขี้หนูนำไปล้างน้ำแล้วหั่นเป็นชิ้นหนาพอประมาณ (เม็ดนึงหั่นให้ได้สัก 2 ชิ้น) 
  • นำกระเทียมมาตัดหัวท้าย แล้วลอกเปลืกแข็งทิ้งไป แล้วหั่นเป็นชิ้นหนานิดนึง (กลีบนึงหั่นให้ได้สัก 2 ชิ้น อย่าหั่นบางมาก เวลาเอาไปคั่วจะไหม้ง่าย) 
  • หอมหัวแดง เลือกหัวที่ไม่เน่า ไม่ฝ่อ ไม่มีราขึ้น แล้วลอกเปลือก นำไปล้างน้ำสักครั้ง แล้วหั่นเป็นชิ้นหนานิดนึง 
  • ถ้าใส่น้ำปลาร้าด้วย ก็ให้ตักเอาเฉพาะน้ำปลาร้าข้นประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ.... แล้วผสมกับน้ำต้มสุกอีก 2 ช้อนโต๊ะ นำไปต้มให้เดือด แล้วยกลงพักไว้ให้เย็น 
2. นำพริกขี้หนู กระเทียม และหอมหัวแดงที่เตรียมไว้ ลงไปคั่วในกระทะด้วยไฟอ่อนๆ จนสุกหอม
3. แล้วนำทั้งหมดไปเทใส่ครก (คือพริก กระเทียม หอม และตามด้วยเนื้อปลาทูที่เราแกะเอาไว้) โขลกให้เข้ากันให้แหลกละเอียดตามต้องการ (จะโขลกเอาหยาบๆหน่อยหรือแหลกละเอียด ก็ตามชอบเลยครับ)
4. ปรุงรสด้วยน้ำปลา (น้ำปลาร้าต้มสุก) น้ำมะนาว และน้ำตาลทราย
5. แล้วปรับความข้นตามชอบด้วยน้ำต้มสุก แล้วคนให้เข้ากันดี…ชิมรส (ตามชอบ)
6. เสร็จแล้วตักใส่ถ้วย กินกับผักต้ม และผักดิบได้


แนะนำเพิ่มเติม
  • ถ้าเป็นน้ำพริกปลาทูแบบดั้งเดิมนั้น เขาจะนำเครื่องทุกอย่างทั้งปลาทู พริกขี้หนู หอมแดง และกระเทียม มาย่างบนเตาถ่านจนกระทั่งสุก เพื่อให้ได้กลิ่นหอมอร่อย แต่ครัวสมัยใหม่นิยมใช้เป็นเตาแก็สเพราะสะดวกกว่า ดังนั้นเราอาจจะเปลี่ยนมาคั่วพริกขี้หนู หอมแดง และกระเทียม ในกระทะด้วยไฟอ่อนๆก็ได้ครับ ส่วนปลาทูก็ทอดให้สุกด้วยน้ำมันน้อยๆ ก็จะช่วยให้ประหยัดเวลาและประหยัดถ่านไปได้เยอะ…(แต่แบบคั่วจะหอมน้อยกว่าแบบเผานิดนึงนะครับ) และนิยมใส่เป็นน้ำปลาร้าลงไปด้วย น้ำพริกปลาทูที่ได้จะหอมมากๆ และอร่อยมากๆด้วย 
  • น้ำพริกปลาทู หรือน้ำพริกไทยๆ ทุกชนิด ควรเลือกใช้กระเทียมไทยในการทำ เพราะจะมีกลิ่นหอมอร่อยกว่ากระเทียมชนิดอื่น ส่วนกระเทียมจะกลีบเล็กหรือใหญ่ใช้ได้ทั้งนั้นครับ
  • ถ้ารับประทานน้ำพริกไม่หมดให้อุ่นบนเตาให้ใช้ไฟอ่อนๆ จะสามารถเก็บไว้รับประทานต่อได้อีกหลายวัน
  • อย่าทำให้รสจัดมากเกินไป เช่น เค็มจัด เปรี้ยวจัดหรือเผ็ดจัดเกินไป เพราะว่าไม่เป็นผลดีต่อระบบลำไส้หรือกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ รสเค็มจัดก็จะมีผลต่อการเพิ่มความดันโลหิต ดังนั้นคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ก็ควรที่จะระวังในเรื่องนี้ด้วย

เรียบเรียงข้อมูลโดย: zabwer.com
read more