Featured Posts

  • วิธีทำอาหาร

    สูตรอาหารพร้อมวิธีการทำอาหารแบบละเอียด Step-by-step ทำให้คุณสามารถทำอาหารได้อร่อยตรงตามสูตรและสามารถประยุกต์ให้อร่อยยิ่งขึ้นตามสไตล์ของคุณเอง...

  • อาหารนานาชาติ

    ไม่เฉพาะอาหารไทย ยังมีเมนูอาหารนานาชาติ ทั้งยุโรป เอเซีย และอาเซียน สูตรอาหารมากมายหลากหลาย สำหรับมื้อพิเศษของคุณ...

  • ต้ม ผัด แกง ทอด

    สูตรอาหาร เมนูอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด แกง ทอด เมนูอาหารที่หลากหลาย อร่อยแบบแซ่บเวอร์ รอคุณอยู่...

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วิธีทำขนมชั้นสูตรอร่อย หอมนุ่มเหนียว ใสปิ๊ง

ขนมชั้นเป็นขนมไทยโบราณ และยังเป็นขนมมงคลที่ใช้ในงานมงคลต่างๆ คนโบราณนิยมทำกันถึง 9 ชั้น เพราะถือเคล็ดเลข 9 ว่า จะได้เป็น “ศิริมงคลเจริญก้าวหน้า มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้นเรื่อยๆ” แก่เจ้าภาพ และชุดขนมชั้นยังจัดอยู่ในชุดของขนมแต่งงานในพิธีขันหมาก เนื่องจากมีชื่อที่เป็นศิริมงคล เชื่อว่าทุกคนคงเคยรับประทานขนมชั้นมาแล้ว ด้วยสีสันน่ารับประทาน มีรสหวานหอมอร่อย วันนี้เราจึงได้นำวิธีทำขนมชั้นสูตรอร่อยๆ มาฝากครับ เป็นสูตรของคุณนุช ขนมชั้น วุ้นกุหลาบ และเบเกอรี่ เป็นอีกสูตรขนมชั้นอร่อยๆ หวานหอมกำลังดี และนุ่มเหนียว…ที่คนชอบขนมชั้นห้ามพลาด ที่มีเคล็ดลับขั้นตอนการทำดังนี้


ส่วนผสม
แป้งมันสำปะหลัง 300 กรัม
แป้งท้าวยายม่อม 40 กรัม
แป้งข้าวเจ้า 40 กรัม
น้ำตาลทราย 600 กรัม (เป็นสูตรหวานกำลังดี)
กะทิกล่อง(อร่อยดี) 850 กรัม (หรือ 850 มิลลิลิตร …คืออันเดียวกันมีค่าเทียบเท่ากัน)
ใบเตย
สีผสมอาหารตามชอบ / หรือน้ำคั้นจากดอกอัญชัน-ใบเตย (ใช้น้ำคั้นเท่าไหร่…ก็ลดปริมาณกะทิลงเป็นจำนวนเท่ากัน)

** หมายเหตุ : สูตรนี้ได้ 50 ชิ้น สำหรับพิมพ์ขนาด 5 ซม.

วิธีทำ

1. เริ่มจากเคี่ยวกะทิน้ำเชื่อมก่อนเลย…แบ่งกะทิ 1/3 ใส่หม้อไปตั้งไฟอ่อนๆ เอาน้ำตาลทรายใส่ และเอาใบเตยหั่นเป็นชิ้นใส่ลงไปพร้อมกันเลย…จากนั้นเคี่ยวเอาแค่พอน้ำตาลทรายละลายสักครู่ไม่ถึงกับดือด (จะได้กลิ่นหอมของใบเตยออกมา) แล้วยกลงรอให้เย็น


2. ผสมแป้งทั้ง 3 อย่างให้เข้ากัน แล้วนำแป้งไปผสมกับกะทิทีละน้อยๆนวดให้เข้ากัน ดังนี้;
2.1) เอาแป้งทั้งสามอย่างผสมลงในหม้อ (หรือชามผสมก็ได้) คนให้เข้ากันและทำบ่อตรงกลาง
2.2) เอาน้ำกะทิที่เหลือค่อยๆใส่ลงไป สัก 1-2 ถ้วย
2.3) คนแป้งกับกะทิด้วยทัพพี คนแป้งไปเรื่อยๆ…พอแป้งแข็งจับเป็นก้อนเติมกะทิลงไปอีก 1-2 ถ้วย
2.4) ใส่กะทิเมื่อแป้งเริ่มหนืด…และคนต่อไปจนแป้งทั้งหมดละลาย…ทำจนกะทิหมด
2.5) จะได้แป้งละลายไม่เป็นก้อน
2.6) จากนั้นจึงเติมน้ำเชื่อมกะทิลงไป แล้วคนๆๆๆๆ อีก 5-10 นาที

3. เอาซึ้งใส่น้ำประมาณ ¾ ของรังถึง ตั้งไฟใช้ไฟแรง…ตั้งน้ำจนเดือด

4. จากนั้นนำถาดอลูมิเนียมสี่เหลี่ยมจตุรัสหรือพิมพ์ไปนึ่งในซึ้งน้ำเดือดให้ร้อนจัด ประมาณ 5 นาที (เพื่อป้องกันขนมติดขอบพิมพ์)

5. แบ่งแป้งเป็น 2 ถ้วย โดยถ้วยที่ 1 ผสมกับน้ำใบเตย และถ้วยที่ 2 เป็นน้ำแป้งสีขาว…โดยสีในแป้งให้ผสมอ่อนกว่าสีที่ต้องการ เพราะเวลานึ่งสุก สีของขนมจะเข้มขึ้นอีก

6. หยอดแป้งขนมลงถาดหรือพิมพ์ที่เตียมไว้ ตักแป้งใส่แต่ละครั้งให้สลับสีกัน (ปริมาณเท่ากัน) ใช้เวลานึ่ง 5-7 นาทีต่อชั้น (ให้สังเกตุแป้งที่สุกจะมีลักษณะใสเป็นเงา) เมื่อแป้งสุกแล้วจึงค่อยหยอดชั้นต่อไปเรื่อยๆ จนเต็มถาด…นึ่งจนสุก
· ถ้าใช้พิมพ์ 5ซม. ให้หยอด 3-4 ชั้น แต่ละชั้นใช้แป้งประมาณ ¾ ช้อนโต๊ะ ใช้เวลานึ่ง 5-7 นาทีต่อชั้น

7. เมื่อขนมสุกแล้ว...ให้ปิดฝารังถึงก่อน แล้วยกถาดขนมออก ขนมที่ยกลงจากรังถึงให้วางพักบนตะแกรงพักจนเย็นสนิทซะก่อน…แล้วจึงค่อยแกะขนมออกจากถาด และหั่นแบ่งเป็นขนาดตามต้องการ ให้จุ่มมีดลงในน้ำร้อน แล้วกดลงบนขนมเป็นชิ้นๆ (เพื่อไม่ให้น่าขนมเละ) จัดใส่จานพร้อมเสิร์ฟ

เคล็ดลับการนึ่งขนมชั้นให้อร่อย
1. การตักแป้งหยอดแต่ละชั้น ให้ตักแป้งใส่สลับสีกัน ส่วนชั้นสุดท้ายควรใส่เป็นสีเข้มครับดูมีสีสันน่ารับประทาน
2. การตักแป้งหยอดชั้นถัดไป จะต้องให้แป้งขนมชั้นล่างสุกซะก่อน…สังเกตุคือจะมีลักษณะใสเป็นเงา เพราะถ้าแป้งชั้นใดชั้นหนึ่งไม่สุก ชั้นต่อๆไปก็จะนึ่งไม่สุกด้วย ใช้เวลานึ่งประมาณ 5-7 นาทีต่อชั้น (ขึ้นอยู่กับปริมาณแป้งที่ใส่…ถ้าปริมาณแป้งมาก, ก็ใช้เวลานึ่งมากด้วย) แล้วจึงใส่แป้งชั้นต่อไป
3. ก่อนจะหยอดส่วนผสมแป้งทุกครั้ง ควรคนส่วนผสมให้เข้ากันก่อน เพราะแป้งมักจะนอนก้น
4. การนึ่งขนมในแต่ละชั้น…ทุกครั้งที่จะปิดฝารังถึง…ให้เอาผ้าสะอาดเช็ดหยดน้ำที่เกาะอยู่ในฝาซึ้งให้แห้งก่อนทุกครั้ง เพื่อไม่ให้ละอองน้ำที่ฝารังถึงหยดลงบนหน้าขนม
5. ขนมชั้นที่ดี เวลาสุกแล้วจะมีหน้าขนมเรียบ แป้งมีความเหนียวนุ่ม และสามารถลอกเป็นชั้นๆได้ มีรสชาติหอมหวานมันกำลังดี

ขอขอบคุณรูปภาพจาก: pantip.com
                                   Horolive.com

เคล็ดลับความอร่อย
แป้งแต่ละชนิดที่เป็นส่วนผสมในขนมชั้นล้วนแต่มีความสำคัญแตกต่างกันไป ดังนี้
· แป้งมัน ทำให้เนื้อขนมเนียน นุ่ม เหนียว หนืด ดูใสเป็นมัน
· แป้งท้าวยายม่อม ทำให้เนื้อขนมเนียน เหนียว แข็ง แต่จะใสน้อยกว่าแป้งมัน
· แป้งข้าวเจ้า ทำให้เนื้อขนมแข็ง และอยู่ตัว
· แป้งถั่ว จะทำให้ขนมอยู่ตัว ไม่เหนียวมากเกินไป
กะทิ เป็นส่วนของเหลวที่จำเป็นมากในขนมชั้นทำให้ขนมทั้งหอมและมัน
· ถ้าใส่มากจะทำให้ขนมเหลว ลอกชั้นได้ยาก
· ถ้ากะทิน้อย ขนมจะแข็งกระด้างไม่น่ารับประทาน
· ใช้กะทิที่เข้มข้นพอดี จะทำให้ขนมเป็นชั้นลอกออกจากกันได้ง่าย ผิวดูเป็นมัน เวลาหยิบไม่ติดมือ

น้ำตาล สิ่งเดียวที่จะให้รสชาติความหวานในขนมชั้น
ถ้าใส่น้ำตาลมากไปขนมจะหวานจัด แฉะ ลอกชั้นได้ยาก ความเหนียวของขนมก็จะน้อยลงด้วย
read more

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ข้าวคลุกกะปิอาหารจานเดียว สูตรอร่อยจนต้องบอกต่อ

ข้าวคลุกกะปิ (shrimp paste fried rice) สูตรอาหารจานเดียว เมนูอาหารภาคกลาง จริงๆแล้วเป็นเมนูอาหารไทยที่ทำง่ายๆ แต่อาจใช้เวลาทำนานก็เพราะต้องเตรียมเครื่องเคียงข้าวคลุกกะปิหลายอย่าง แต่เมื่อทำเสร็จแล้วก็คุ้มค่ากับการรอคอยยิ่งนัก ด้วยเสน่ห์ของข้าวผัดที่มีกลิ่นหอมฉุยของกะปิและมีรสอร่อยออกเค็มๆนิด บวกกับความเปรี้ยวของมะม่วงซอยเส้น ตัดด้วยรสชาติหวานๆของหมูหวาน แล้วไหนจะเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอื่นๆอีก ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียวฝอย กุนเชียงทอด กุ้งแห้งทอด หอมแดง ถั่วฝักยาว แตงกวา พริกขี้หนู และมะนาว แค่พูดขึ้นมานี่…ก็นึกหิวข้าวขึ้นมาแล้ว


ส่วนผสม
ข้าวหอมมะลิที่หุงสุกเม็ดสวยๆ (แม่อบเชยใช้ข้าวที่หุงไว้แล้วเก็บในตู้เย็น) 4 ถ้วย
กระเทียมสับ 5-6 กลีบ
กะปิอย่างดี 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่าหรือน้ำซุป 1/4 ถ้วย
น้ำมันพืชสำหรับผัดข้าว 1-2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา (ใส่ หรือไม่ใส่ก็ได้)
น้ำตาลทราย (ใส่ หรือไม่ใส่ก็ได้)


เครื่องเคียง :ไข่ฝอย กุนเชียง กุ้งแห้ง หอมแดง ถั่วฝักยาว พริกขี้หนู มะม่วงน้ำดอกไม้ดิบ หมูหวาน
ดังนี้   ไข่เจียวทอดบางหั่นฝอย (ไข่ไก่หรือไข่เป็ดก็ได้) 4 ฟอง
          กุนเชียงทอดหั่นแว่น
          กุ้งแห้งทอด 4 ช้อนโต๊ะ
          หอมแดงซอย 4 ช้อนโต๊ะ
          ถั่วฝักยาวหั่นเป็นท่อนขนาดเล็ก 8 ช้อนโต๊ะ
          พริกขี้หนูซอย
          มะม่วงเปรี้ยวซอยเป็นเส้น 1 ½ - 2 ถ้วย
          หมูหวาน

สำหรับส่วนผสมและวิธีทำหมูหวานสามารถดูได้ที่นี่ครับ : หมูหวานเลิศรส ทานกับอะไรก็อร่อย

วิธีทำ
1. มาเตรียมเครื่องเคียงให้พร้อมก่อนเลย ง่ายๆดังนี้
  • เจียวไข่บางๆโดย คนไข่1ฟองกันน้ำซุปหรือน้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ ให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากันแต่ไม่มีฟอง 
  • ตั้งกระทะใช้ไฟอ่อนๆ ทาน้ำมันพืชเล็กน้อย (ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ) ให้ทั่วกระทะ เมื่อกระทะร้อนเทไข่ลงกลางกระทะ กลอกไข่เป็นแผ่นกลมบางๆ หนาเท่าๆกัน จนไข่เริ่มสุก ปิดไฟ แล้วพับม้วนจนหมด นำมาหั่นเป็นเส้นเล็กฝอยๆ
  • แช่กุนเชียงในน้ำร้อน จนผิวด้านนอกบวม น้ำมาหั่นบาง แล้วนำไปคั่วในกระทะที่ไม่ใส่น้ำมัน คนไปมาตลอด จนกุนเชียงสุกและน้ำมันออกมา ตักขึ้นพักไว้ 
  • กุ้งแห้งนำไปแช่น้ำให้นิ่ม ซาวขึ้นมาพักไว้สะเด็ดน้ำให้หมด แล้วนำไปทอดในน้ำมันที่ออกมาจากกุนเชียง ทอดจนสุกเหลืองกรอบ ตักขึ้นพักไว้
  • หั่นหอมแดงตามยาวบางๆ มะม่วงขูดเป็นเส้น ถั่วฝักยาวหั่นตามขวาง พริกขี้หนูซอย มะนาวหนึ่งลูกผ่าเป็น 2 ซีก
2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช ใช้ไฟอ่อนๆ ใส่กระเทียมลงไปเจียว…พอกระเทียมเริ่มเหลือง ก็ให้ใส่กะปิลงไปยีด้วยปลายตะหลิวให้กะปิกระจายไม่เกาะกันเป็นก้อน แล้วก็ผัดๆ ไปสักแป๊บ (หรือจะห่อแล้วนำไปย่าง) จนกะปิสุกส่งกลิ่นหอมดี ก็ให้ใส่น้ำซุปหรือน้ำเปล่าลงไปคนให้ละลาย จากนั้นก็ใส่ข้าวสวยตามลงไปเลยครับ จากนั้นก็ผัดๆที่ใช้ไฟอ่อนๆ คลุกเคล้าให้กะปิกับข้าวเข้ากันดี เมล็ดข้าวมีสีสวยสม่ำเสมอกัน (อย่าให้กะปิเกาะติดขาวเป็นก้อนๆ) ชิมดูถ้าจืดไปก็เติมน้ำปลา…และใส่น้ำตาลทรายลงไปเล็กน้อยถ้าชอบ (ใส่หรือไม่ก็ได้ครับ) เมื่อรสชาติเป็นที่พอใจแล้วก็ปิดไฟ ตักใส่จานและพักไว้

3. มาจัดจาน เตรียมหม่ำกัน…เริ่มด้วยอัดข้าวลงพิมพ์ใส่จาน ตกแต่งด้วยเครื่องเคียงทั้งหมดที่เตรียมไว้วางลงไปอย่างละนิดละหน่อย เช่น ไข่ฝอย หมูหวาน กุ้งแห้งทอด กุนเชียงทอด มะม่วงซอย หอมแดง พริกขี้หนูสวน แตงกวา ผักชี(โรยหน้า) และมะนาว หรือนอกจากนี้หมูหวานอาจจะตักใส่ถ้วยเล็ก ๆ แยกไว้ต่างหากก็ได้แล้วแต่ความชอบ… ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย


เคล็ดลับเพิ่มความอร่อย
  • น้ำมันที่ใส่ผัดข้าวคลุกกะปิไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะจะทำให้แฉะและเลี่ยน ไม่น่ากิน 
  • กะปิที่ใช้ควรเลือกใช้เป็นกะปิอย่างดี สีธรรมชาติ รสชาติไม่เค็มมาก
  • ข้าวสวยที่ใช้ผัดต้องไม่แฉะ นอกจากนี้ เมื่อข้าวสุกใหม่ร้อนๆ ควรเกลี่ยใส่ถาดให้ข้าวเย็นก่อนจึงนำมาผัด หรือใช้ข้าวที่หุงไว้แล้วเก็บในตู้เย็นด็ได้ (เพื่อข้าวจะได้ไม่เกาะตัวเป็นก้อน )
  • มะม่วงที่ใช้: ควรเลือกเป็นมะม่วงเปรี้ยวจะอร่อยที่สุด เช่น มะม่วงแก้ว มะม่วงน้ำดอกไม้ ฯลฯ หรือถ้าไม่มีจริงๆอาจประยุกต์ใช้ถ้ามะม่วงไม่ค่อยเปรี้ยว…เราก็บีบมะนาวใส่ลงไป คลุกเคล้ามะม่วงกับมะนาวให้เข้ากันก็อร่อยใช้ได้ครับ
  • กุ้งแห้งควรเลือกเป็นกุ้งแห้งอย่างดี รสชาติไม่เค็มมาก เลือกที่มีสีธรรมชาติมีส้มอ่อนๆ ตัวขนาดกลาง แต่ถ้าเค็มมากเราก็นำไปล้างน้ำก่อนก็ได้ครับ (เพื่อลดความเค็ม) แล้วจึงนำกุ้งแห้งไปทอดพอหอมๆ ก็ใช้ได้แล้ว
  • นอกจากนี้ สามารถใส่ไข่เค็มเพิ่มเข้าไปได้ เลือกลูกที่ไข่แดงฉ่ำ ๆ ปอกเปลือก แล้วก็ผ่า 4 หรือผ่า 6 ส่วนตามชอบครับ
read more

3 สูตรหมูหวานเลิศรส ทานกับอะไรก็อร่อย

หมูหวาน (Moo Wan or Sweet Pork) อีกสูตรอาหารไทยที่ทำง่ายและอร่อย มีรสหวานกลมกล่อมตัดเค็มนิดๆ บวกกับความนุ่มอร่อยของเนื้อหมู ไม่ว่าเราจะทานกับข้าวสวย หรือข้าวต้มร้อนๆก็อร่อยจนไม่อยากวางมือเลย รับประทานแล้วก็อยากรับประทานอีก นอกจากนี้ หมูหวานสามารถรับประทานกับสาระพัดน้ำพริกก็อร่อยเข้ากันดี ทานกับแกงส้ม หรือกับสาระพัดอาหารได้แทบทั้งสิ้น ยิ่งถ้าเป็นเมนูข้าวคลุกกะปิยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถ้าทำข้าวคลุกกะปิแล้วไม่มีหมูหวานนี่คงหาความอร่อยครบรสได้ยาก

สำหรับหมูหวานแต่ละสูตรก็มีวิธีทำแตกต่างกันไป แล้วแต่ใครเห็นว่าสูตรไหนอร่อย สำหรับหมูหวานทั้ง 3 สูตรที่นำมาฝากนี้ เป็นสูตรหมูหวานที่รับรองว่าอร่อยนุ่ม แต่มีขั้นตอนวิธีทำที่แตกต่างกัน จึงอยากนำมาฝากเผื่อใครที่กำลังสนใจหาสูตรหมูหวานอร่อยๆทำทานเองที่บ้าน ก็ตามไปดูกันเลยครับ

หมูหวานสูตรที่ 1

หมูหวานสูตรนี้ เป็นการนำกระเทียมมาผัดพอหอม ตามด้วยหมูสามชั้นผัดพอสุก นำมาปรุงรสนู่นนี่นั่น แล้วก็เคี่ยวไปเรื่อยๆจนเนื้อนุ่ม จากนั้นถึงนำมาผัดกับน้ำตาลปี๊บจนเครื่องปรุงเข้าเนื้อ มีรสหวานกลมกล่อมตัดเค็มนิดๆ นุ่มอร่อย แต่ถ้าใครที่ ไม่ชอบทานเนื้อติดมันก็สามารถใช้เนื้อส่วนสันคอหมูแทนก็ได้ ให้ความอร่อยนุ่มเช่นกัน (ใครกลัวอ้วนยิ้มออกแล้วละซิ^_^)

ส่วนผสมหมูหวาน (สำหรับ 4 ที่)
หมูสามชั้น 400 กรัม
หอมแดงปอกเปลือก 12 หัว
น้ำมันถั่วเหลือง 4 ช้อนโต๊ะ
ซอสถั่วเหลือง 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊ป 200 กรัม
ซีอิ๊วดำ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 1 ถ้วย

วิธีทำ
1. เตรียมวัตถุดิบต่างๆไว้ให้พร้อม ดังนี้
  • ล้างเนื้อหมู และหั่นหมูสามชั้นตามขวางเป็นชิ้นเล็กประมาณหนา 1 เซนติเมตร ยาว 1 นิ้ว 
  • ปอกหอมแดง นำไปล้างให้สะอาดและซอยเป็นแว่นบางๆ 
2. ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง เติมน้ำมันพืชสักเล็กน้อยลงไป ใส่หอมแดงลงไปเจียวให้หอม
3. แล้วจึงใส่หมูสามชั้นตามลงไปผัดให้เข้ากันเกือบสุก
4. ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซอสถั่วเหลือง ถ้าอยากให้หมูหวานมีสีเข้มขึ้นให้ใส่ซีอิ๊วดำลงไป ผัดทั้งหมดให้เข้ากัน
5. เติมน้ำเปล่าลงไป ผัดให้เข้ากัน ปิดฝาเคี่ยวประมาณ 10 นาที…ให้น้ำซอสงวด (คือเมื่อน้ำเริ่มแห้ง)
6. จึงค่อยเติมน้ำตาลปี๊ปลงไป ผัดให้เข้ากัน จนกระทั่งน้ำตาลปี๊ปละลายหมด ปิดไฟ
7. ตักหมูหวานใส่จาน…พร้อมเสิร์ฟ…จะทานกับข้าวสวย หรือข้าวต้มร้อนๆ ก็อร่อยทั้งนั้น

## หมูหวานควรใส่น้ำตาลปี๊บในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อไม่ทำให้หมูสามชั้นรัดตัวแข็งกระด้างเวลาทาน ##


ขอขอบคุณรูปภาพและสูตรจาก:https://www.facebook.com/media/set/?set=a.182871331839223.36875.122876307838726&type=3)

หมูหวานสูตรที่ 2

ขั้นตอนวิธีทำหมูหวานสูตรนี้จะคล้ายกับสูตรที่ 1 แต่จะต่างกันที่ส่วนผสม รับรองสูตรนี้อร่อยไม่ผิดหวัง ยิ่งถ้านำไปทำเป็นเครื่องเคียงข้าวคลุกกะปิยิ่งอร่อยกลมกล่อมเข้ากันดีนัก เป็นสูตรจากเปิดตำราทำอาหารกับแม่อบเชย By Pakavadee Siriprasert ลองนำสูตรไปทำดูนะครับ…เป็นอีกสูตรที่อยากแนะนำ

ส่วนผสม (สำหรับ 6-7 ที่)
สันคอหมู 700 กรัม
น้ำตาลมะพร้าว 3/4 ถ้วย
หอมแดงซอย 3/4 ถ้วย
เกลือ 3 ช้อนชา
น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
รากผักชีกระเทียมพริกไทยตำละเอียด (1: 1: ¼) 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. เตรียมวัตถุดิบต่างๆไว้ให้พร้อม ดังนี้
  • ล้างเนื้อหมู และหั่นหั่นสันคอหมูตามขวางเป็นชิ้นเล็กหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 2 เซนติเมตร
  • ปอกหอมแดง นำไปล้างให้สะอาดและซอยเป็นแว่นบางๆ
2. ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง เติมน้ำมันพืชสักเล็กน้อยลงไป ใส่หอมแดงลงไปเจียวให้หอมจนสุกใส
3. จากนั้นจึงใส่รากผักชีกระเทียมพริกไทยตำละเอียด และหมู…ลงไปผัดให้เข้ากัน
4. แล้วเติมน้ำเปล่าลงไปพอท่วมหมู…แล้วต้มหมูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเปื่อยนุ่ม
5. ใส่น้ำตาลมะพร้าวเคี่ยวจนน้ำตาลละลาย ปรุงรสด้วยเกลือ เคื่ยวไฟกลางไปเรื่อยๆ…จนน้ำตาลเข้าเนื้อหมู
6. ตักหมูหวานใส่จาน…พร้อมเสิร์ฟ

## หมูหวานควรใส่น้ำตาลปี๊บในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อไม่ทำให้หมูสามชั้นรัดตัวแข็งกระด้างเวลาทาน ##

ขอขอบคุณรูปภาพและสูตรจาก: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pookhakae&month=04-2013&date=01&group=11&gblog=98

หมูหวานสูตรที่ 3

วิธีทำหมูหวานสูตรนี้แตกต่างจากสูตรที่ 1 และ 2 เริ่มจากต้องเคี่ยวน้ำตาลปี๊บให้ละลายและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงเข้ม…จากนั้นจึงใส่หมูที่เราหั่นเตรียมไว้ลงไปผัดให้เข้ากัน ใส่น้ำเปล่าลงไปพอท่วมหมู แล้วจึงปรุงรสนู่นนี่นั่น ลดไฟลงใช้ไฟอ่อนๆ ปิดฝา เคี่ยวไปเรื่อยๆและหมั่นคนเป็นระยะๆ ประมาณ 20-30 นาที…เคี่ยวไปจนกระทั่งหมูหวานเป็นประกาย เงาใสสวย สีเข้มสวยงาม...(บางคนอาจจะนึกสงสัย เคี่ยวน้ำตาลเป็นคาราเมลแล้วใส่หมูลงไปผัดอย่างนั้นหมูจะไม่แข็งกระด้างเหรอ คำตอบคือไม่แข็งกระด้าง…เพราะเราใช้หมูสามชั้นหรือเนื้อหมูติดมันครับ) หมูหวานที่ได้จากสูตรนี้จะอร่อยนุ่ม ไม่เปื่อยยุ่ย รสชาติก็เข้มข้นหวานกลมกล่อม เค็มตามมาห่างๆกำลังพอดี อีกทั้งกลิ่นหอมของน้ำตาลเคี่ยวทำให้หมูหวานจานนี้น่ารับประทานยิ่งนัก เป็นสูตรจากคุณปูขาเก เซมารู ว่าแล้วก็ไปดูวิธีการทำหมูหวานกันเลยครับ

ส่วนผสมหมูหวาน (สำหรับ 8 ที่)
หมูสามชั้น 850 กรัม
หอมแดงซอย ½ ถ้วยตวง
กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 300 กรัม
ซีอิ๊วขาว 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
เกลือป่น เล็กน้อย
ซีอิ๊วดำ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืชสำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำหมูหวาน
1. เตรียมวัตถุดิบต่างๆไว้ให้พร้อม ดังนี้
  • ล้างเนื้อหมู และหั่นหมูสามชั้นตามขวางเป็นชิ้นเล็กประมาณหนา 1 เซนติเมตร ยาว 1 นิ้ว
  • ปอกหอมแดง นำไปล้างให้สะอาดและซอยเป็นแว่นบางๆ
  • กระเทียมนำไปล้างและสับหยาบ
2. ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลางและใส่น้ำมันพืช ตามด้วยหอมแดงกับกระเทียมลงไปเจียวให้หอม ใส่น้ำตาลปี๊บลงไป เคี่ยวไปเรื่อยๆ…จนน้ำตาลปี๊บละลายและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงเข้มมีกลิ่นหอม (ระวังอย่าปล่อยให้ไหม้ เดี๋ยวจะขม)เคี่ยวน้ำตาลปี๊บให้ละลายและเคี่ยวต่ออีกสักนิดจนกระทั่งน้ำตาลปี๊บกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม
3. ตามด้วยใส่เนื้อหมูสามชั้นลงไปผัดให้เข้ากัน จึงค่อยเติมน้ำเปล่าลงไปใส่แค่พอท่วมหมูเท่านั้น ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว และเกลือป่น(ชิมรสดูตามชอบ) ถ้าอยากให้สีของหมูหวานเข้มขึ้น ให้ใส่ซีอิ๊วดำลงไปด้วย
4. จากนั้นจึงลดไฟลง…ใช้ไฟอ่อนๆ ให้กระทะหมูหวานเดือดแค่ปุดๆ แล้วจึงเคี่ยวหมูไปเรื่อยๆและหมั่นคนหมูเป็นระยะๆ (เคี่ยวประมาณ 40-50 นาที) เพื่อให้หมูสุกทั่วถึงไม่ไหม้และน้ำตาลเข้าเนื้อหมู…เคี่ยวไปจนกระทั่งหมูหวานเป็นประกาย สีเข้ม เงาใสสวย และน้ำแห้งลงโดยน้ำที่เหลือจะมีลักษณะเป็นยางมะตูม…ก็เสร็จเรียบร้อย…ปิดไฟพักไว้…
5. ตักหมูหวานใส่จาน…พร้อมเสิร์ฟ…จะทานกับข้าวสวย หรือข้าวต้มร้อนๆ ก็อร่อยทั้งนั้น

แนะนำเพิ่มเติม
  • หมูสามชั้นเป็นเนื้อหมูที่นิยมนำมาทำหมูหวาน แต่ถ้าท่านที่ไม่ชอบทานหมูติดมัน…ใช้เป็นสันคอหมูหรือสะโพกหมูแทนก็ได้ ทำมาแล้วเนื้อหมูไม่แข็งกระด้างครับ เพียงแต่อาจให้ความนุ่มๆหนึบๆน้อยกว่าที่ใช้หมูสามชั้น
read more

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

3 สูตรน้ำพริกอ่อง อร่อยไม่รู้เบื่อ


น้ำพริกอ่อง หรือ Nam Prik Aong (Northern Thai Meat and Tomato Spicy Dip) น้ำพริกรสอร่อยของชาวเหนือ ผสมรสหวานของเนื้อหมู เสน่ห์รสเปรี้ยวอมหวานของมะเขือเทศ ทำให้น้ำพริกถ้วยนี้มีรสชาติอร่อยอย่างไม่รู้เบื่อ ลองถ้าได้นำน้ำพริกอ่องมารับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ แนมด้วยผัก ระวังจะทานเพลินจนข้าวหมดไม่รู้ตัว แม้แต่คนที่ไม่ชอบทานมะเขือเทศ ลองหาน้ำพริกอ่องมาทำทานดูวิธีทำนั้นไม่ยาก แล้วคุณอาจจะหลงรักมะเขือเทศขึ้นมาก็ได้ เมื่อได้ทานแล้วก็อยากทานอีก อร่อยและได้คุณค่าเช่นนี้ เราก็อยากให้ลองมาทำทานกัน สูตรวิธีทำน้ำพริกอ่องก็ง่ายๆตามนี้เลยครับ


สูตรที่ 1 น้ำพริกอ่องสูตรดั้งเดิม ชาวเหนือ

น้ำพริกอ่องสูตรดั้งเดิมจะไม่ใส่น้ำตาล เพราะรสเปรี้ยวและหวานจะได้จากผลของมะเขือเทศ ที่ผสมรสหวานของเนื้อหมูอีกด้วย

ส่วนผสมของน้ำพริกอ่อง
เนื้อหมูบด 400 กรัม
มะเขือเทศลูกเล็ก 20 ลูก
ผักชีและต้นหอมซอย (เพื่อโรยหน้า) อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกงน้ำพริกอ่อง
พริกขี้หนูแห้ง 20 เม็ด
หอมแดง 5 หัว
กระเทียมไทย (กลีบเล็ก หรือกลีบใหญ่ก็ได้) 10 กลีบ
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ ½ ช้อนชา

วิธีทำ
1. โขลกพริก หอมแดง กระเทียม รวมกันให้ละเอียด
2. ใส่กะปิและเกลือ โขลกให้เข้ากัน
3. ผัดเครื่องแกงกับน้ำมัน จนมีกลิ่นหอม ใส่เนื้อหมูบด ลงผัดให้สุก เติมน้ำเล็กน้อย
4. พอเดือด ใส่มะเขือเทศ ลงผัดให้เข้ากัน ตั้งไฟต่อจนมะเขือเทศสุก ปิดไฟ

(credit รูปภาพ )

สูตรที่ 2 น้ำพริกอ่องสูตรนี้ทำง่าย อร่อยเวอร์

สำหรับสูตรนี้จะไม่เหมือนสูตรของทางเชียงใหม่ สูตรนี้จะออกหวานนิดๆและมีรสชาติกลมกล่อม สามารถรับประทานได้ไม่รู้เบื่อ


(รูปภาพจาก:Tukata001 )
ส่วนผสมน้ำพริกอ่อง
หมูสับ ใช้หมูติดมันจะอร่อย เพราะนิ่ม
มะเขือเทศ 15-20 ลูก
พริกขี้หนูแห้ง 15 เม็ด (ชอบเผ็ด)
กระเทียม 5 กลีบ (กระเทียมฝรั่ง)
หอมแดง 3 หัว (หอมแดงฝรั่ง)
กะปิ 1/2 ชช

เกลือ 1/2 ชช
น้ำปลาดี 3-4 ชต (ชิมรสเอานะคะ)
น้ำตาลปี๊บ 2 ชต
น้ำมะขามเปียก 3 ชต
ผักตามชอบ วันนี้ มีผักชี และแตงกวา

วิธีทำ
1. นำพริกแช่น้ำให้เปื่อย นำพริก กระเทียม หัวหอม กะปิ รากผักชี นำไปใส่ครกโขลกรวมกันหรือใส่ในเครื่องปั่นบดให้เข้ากัน พร้อมมะเขือเทศให้ละเอียด
2. นำเครื่องแกงที่ได้ (จากข้อ 1) ลงผัดในน้ำมันให้หอม
3. นำเนื้อหมูสับใส่ลงผัดต่อให้สุก
4. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ และน้ำมะขามเปียก ให้ได้ออกสามรส คือ เปรี้ยว หวาน เค็ม
5. แค่นี้ก็เสร็จ ตักใส่ถ้วยได้ทานกับผักสดตามชอบแล้ว

สูตรที่ 3 น้ำพริกอ่อง สูตรอร่อยต้องลอง

เป็นสูตรน้ำพริกอ่องสูตรดั้งเดิมต้นตำรับที่วิชัย ทาเปรียว ข่าวสดเชียงใหม่นำมาบอกกล่าวกัน มีเครื่องปรุงและวิธีทำอย่างไรบ้าง…ไปดูกัน

เครื่องปรุง
หมูสับ 250 กรัม
มะเขือเทศลูกใหญ่ 3-4 ลูก
พริกแห้งบางช้างหั่นเป็นท่อน
(เอาเมล็ดออกแช่น้ำ 3 เม็ด)

ข่า 2 แว่น
กะปิปิ้งไฟ หรือถั่วเน่า 1 ช้อนชา
หอมแดง 2 หัว
กระเทียมกลีบเล็ก 4 กลีบ
รากผักชี 2 ราก
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา พอประมาณ
น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
รสดีรสหมู 1 ช้อนชา
ต้นหอมซอย พอประมาณ
ผักชีซอย พอประมาณ

วิธีทำ
1. นำมะเขือเทศมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เท่าที่จะเล็กได้ ต้นหอมผักชีซอยเตรียมไว้
2. ลงมือเตรียมเครื่องน้ำพริกเอาไว้ เริ่มจากนำพริกแห้ง หอมแดง กระเทียม ข่า รากผักชี กะปิหรือถั่วเน่าใส่ครกแล้วโขลกให้ละเอียดเข้ากัน นำหมูสับลงไปย้ำกับครกให้เข้ากับเครื่องแกงน้ำพริกที่โขลกไว้ นำมะเขือเทศที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในครกแล้วย้ำให้เข้ากัน แต่อย่าให้ละเอียด
3. นำกระทะตั้งไฟ (ใช้ไฟอ่อนๆถึงปานกลาง) ใส่น้ำมันลงไป พอร้อนใส่กระเทียมสับที่เหลือลงไป ผัดให้หอม
4. นำเครื่องที่โขลกกับหมูไว้ลงผัดให้ทั่ว ใส่รสดีรสหมูลงไปผัดด้วยไฟอ่อน (คั่วน้ำพริกแกงอย่าให้ไหม้ เพราะจะทำให้มีรสขมได้)
5. ปรุงรสด้วยน้ำปลา แล้วเคี่ยวจนกระทั่งมะเขือเทศเปื่อย
6. ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยผักชี ต้นหอม เสิร์ฟพร้อมกับผักสด และแคบหมู

เครื่องเคียงรับประทานกับน้ำพริกอ่อง
แคปหมู, ข้าวเหนียว หรือข้าวสวย
ผักต้มหรือนึ่งตามชอบ เช่น ฟักทอง, กะหล่ำปลี, ฟักเขียว, บวบ, ดอกแค, หัวปลี
ผักสด เช่น ยอดกระถิน, ถั่วพู, แตงกวา, มะเขือเปราะ, ถั่วฝักยาว, ผักไผ่, ผักชีฝรั่ง, สะระแหน่, ผักกาดขาว

แนะนำเพิ่มเติม
  • มะเขือเทศควรจะใช้มะเขือเทศผลเล็กชนิดเป็นพวง คือมะเขือส้ม ตามที่คนภาคเหนือเรียก เพราะจะมีรสเปรี้ยวกว่ามะเขือเทศผลใหญ่ 
  • ส่วนเนื้อหมูควรจะเป็นหมูติดมันเล็กน้อย (จะนิ่มและอร่อย) และสับให้ขาดไม่ติดเป็นพวง หรือเลือกใช้ส่วนสะโพกหมู หรือหมูเนื้อแดง หรือหมูส่วนสันนอกจะอร่อยกว่าแบบซื้อหมูบดสำเร็จครับ… (ซื้อที่ตลาดให้เค้าบดมาเลยก็ได้ครับ)
  • ถ้าจะให้ดีกับสุขภาพควรทานคู่กับผัก จะได้ช่วยในระบบขับถ่ายได้ดี และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรทานกับผักสด (เพราะผักต้มจะสูญเสียวิตามินซีไปกับการต้ม) นอกจากนี้ สามารถเลือกรับประทานคู่กับผักที่มีในท้องถิ่นของเราเอง ถ้าหากอยากจะได้รับสารอาหารหลากหลายจากผัก ก็ควรรับประทานกับผักหลากสีหลากชนิดนะครับ
  • ในมะเขือเทศอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่มีวิตามินและเกลือแร่มากมาย ทั้งวิตามินซีสูงช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยชุ่มชื่น มีสารไลโคพีน มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอย มีวิตามินเอบำรุงสายตา มีฤทธิ์ในการช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ช่วยระบบการย่อย ช่วยการขับถ่ายอุจจาระ และประโยชน์อีกมากมาย
  • ควรระวังปริมาณไขมัน ดังนั้นน้ำมันพืชที่ใช้ผัด...ควรใส่ให้น้อย
read more

น้ำพริกปลาทูสูตรเด็ด อร่อยแซ่บเวอร์

น้ำพริกปลาทู (Fried mackerel with shrimp paste sauce) อาหารยอดฮิตของทุกภาคโดยเฉพาะที่ภาคกลาง ปลาทูเป็นเนื้อปลาที่อร่อยถูกปากอยู่แล้ว เมื่อนำปลาทูมาทอดหรือย่างจนหอมฉุย แกะเนื้อใส่ลงโขลกในน้ำพริก ก็จะได้น้ำพริกปลาทูที่แสนอร่อย เมื่อนึกถึงรสชาติเมื่อไร ก็อยากจะรับประทานขึ้นมาทันที มีครบทุกรส เผ็ด เปรี้ยว หวาน และเค็ม ไม่ว่าจะทานเล่นหรือนำมาคลุกกับข้าวสวยร้อนๆ หรือทานกับปลาทูทอดตัวโตๆ หรือไข่ต้ม ไข่เจียว หรือผักสดผักลวก หรือกับอาหารอื่นๆ ก็เจริญอาหารและอร่อยแซ่บเวอร์ยิ่งนัก ทานเมื่อใดก็อร่อยติดอกติดใจกันทั้งบ้าน


ส่วนผสมน้ำพริกปลาทู
  • เนื้อปลาทูตัวเล็กย่างหรือทอด (แกะเอาเฉพาะเนื้อเท่านั้น) 1 ตัว 
  • พริกขี้หนู 10 เม็ด 
  • กระเทียมไทย (กลีบเล็กหรือกลีบใหญ่ได้ทั้งนั้น) ลอกเปลือก 10 กลีบ 
  • หอมหัวแดง ลอกเปลือก 5- 6 หัว 
  • น้ำปลา 1- 2 ช้อนโต๊ะ 
  • (ถ้ามีน้ำปลาร้าด้วย ก็ให้ใส่น้ำปลาร้าข้น 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ) 
  • น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำตาลทราย ½ ช้อนชา 
  • น้ำต้มสุก 2- 4 ช้อนโต๊ะ 

เครื่องเคียง:
ทานกับผักสด : ยอดมะกอก, มะเขือเปราะ, แตงกวา, ถั่วพูฟักอ่อน, แตงกวา, ถั่วฝักยาว, ผักชีล้อม, ขมิ้นขาว, ยอดแค, มะเขือพวง ฯลฯ
(แต่ผักบางอย่างไม่ควรทานดิบ ๆ อาทิ กระหล่ำปลี ผักกาดขาว เราก็ต้องลวก นึ่ง หรือต้มให้สุกก่อนครับ)
ผักลวก : ข้าวโพดอ่อน, ยอดฝักแม้วลวก, มะเขืออ่อนลวก, ผักบุ้งลวก, ดอกแคลวก ฯลฯ

วิธีทำ
1. เตรียมส่วนผสมให้พร้อม ดังนี้
  • นำปลาทูมาทอด (ใช้น้ำมันน้อยๆก็พอ) ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วแกะเอาเฉพาะส่วนเนื้อปลา 
  • พริกขี้หนูนำไปล้างน้ำแล้วหั่นเป็นชิ้นหนาพอประมาณ (เม็ดนึงหั่นให้ได้สัก 2 ชิ้น) 
  • นำกระเทียมมาตัดหัวท้าย แล้วลอกเปลืกแข็งทิ้งไป แล้วหั่นเป็นชิ้นหนานิดนึง (กลีบนึงหั่นให้ได้สัก 2 ชิ้น อย่าหั่นบางมาก เวลาเอาไปคั่วจะไหม้ง่าย) 
  • หอมหัวแดง เลือกหัวที่ไม่เน่า ไม่ฝ่อ ไม่มีราขึ้น แล้วลอกเปลือก นำไปล้างน้ำสักครั้ง แล้วหั่นเป็นชิ้นหนานิดนึง 
  • ถ้าใส่น้ำปลาร้าด้วย ก็ให้ตักเอาเฉพาะน้ำปลาร้าข้นประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ.... แล้วผสมกับน้ำต้มสุกอีก 2 ช้อนโต๊ะ นำไปต้มให้เดือด แล้วยกลงพักไว้ให้เย็น 
2. นำพริกขี้หนู กระเทียม และหอมหัวแดงที่เตรียมไว้ ลงไปคั่วในกระทะด้วยไฟอ่อนๆ จนสุกหอม
3. แล้วนำทั้งหมดไปเทใส่ครก (คือพริก กระเทียม หอม และตามด้วยเนื้อปลาทูที่เราแกะเอาไว้) โขลกให้เข้ากันให้แหลกละเอียดตามต้องการ (จะโขลกเอาหยาบๆหน่อยหรือแหลกละเอียด ก็ตามชอบเลยครับ)
4. ปรุงรสด้วยน้ำปลา (น้ำปลาร้าต้มสุก) น้ำมะนาว และน้ำตาลทราย
5. แล้วปรับความข้นตามชอบด้วยน้ำต้มสุก แล้วคนให้เข้ากันดี…ชิมรส (ตามชอบ)
6. เสร็จแล้วตักใส่ถ้วย กินกับผักต้ม และผักดิบได้


แนะนำเพิ่มเติม
  • ถ้าเป็นน้ำพริกปลาทูแบบดั้งเดิมนั้น เขาจะนำเครื่องทุกอย่างทั้งปลาทู พริกขี้หนู หอมแดง และกระเทียม มาย่างบนเตาถ่านจนกระทั่งสุก เพื่อให้ได้กลิ่นหอมอร่อย แต่ครัวสมัยใหม่นิยมใช้เป็นเตาแก็สเพราะสะดวกกว่า ดังนั้นเราอาจจะเปลี่ยนมาคั่วพริกขี้หนู หอมแดง และกระเทียม ในกระทะด้วยไฟอ่อนๆก็ได้ครับ ส่วนปลาทูก็ทอดให้สุกด้วยน้ำมันน้อยๆ ก็จะช่วยให้ประหยัดเวลาและประหยัดถ่านไปได้เยอะ…(แต่แบบคั่วจะหอมน้อยกว่าแบบเผานิดนึงนะครับ) และนิยมใส่เป็นน้ำปลาร้าลงไปด้วย น้ำพริกปลาทูที่ได้จะหอมมากๆ และอร่อยมากๆด้วย 
  • น้ำพริกปลาทู หรือน้ำพริกไทยๆ ทุกชนิด ควรเลือกใช้กระเทียมไทยในการทำ เพราะจะมีกลิ่นหอมอร่อยกว่ากระเทียมชนิดอื่น ส่วนกระเทียมจะกลีบเล็กหรือใหญ่ใช้ได้ทั้งนั้นครับ
  • ถ้ารับประทานน้ำพริกไม่หมดให้อุ่นบนเตาให้ใช้ไฟอ่อนๆ จะสามารถเก็บไว้รับประทานต่อได้อีกหลายวัน
  • อย่าทำให้รสจัดมากเกินไป เช่น เค็มจัด เปรี้ยวจัดหรือเผ็ดจัดเกินไป เพราะว่าไม่เป็นผลดีต่อระบบลำไส้หรือกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ รสเค็มจัดก็จะมีผลต่อการเพิ่มความดันโลหิต ดังนั้นคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ก็ควรที่จะระวังในเรื่องนี้ด้วย

read more

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

น้ำจิ้มปลาเผาเกลือ 4 สูตร อร่อยเด็ด ทำง่าย


นอกจากปลาช่อนเผาเกลือ เนื้อปลาหอมหวานอร่อยแล้ว รสชาติจะอร่อยสูตรเด็ดแค่ไหนนั้น น้ำจิ้มเป็นตัวสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มความอร่อยเด็ดให้กับปลาเผาขึ้นมาทันที ที่มีทั้งน้ำจิ้มเผ็ดหรือน้ำจิ้มซีฟู้ด รสชาติเปรี้ยว หวาน เค็ม แซ่บสะใจ หรือจะน้ำจิ้มแจ่วที่มีรสจัดจ้านแต่กลมกล่อม ออกหวานอมเปรี้ยว หรือจะน้ำพริกหนุ่มรสชาติกลมกล่อม ก็อร่อยเข้ากันดีนัก สำหรับสูตรน้ำจิ้มปลาเผาเกลือที่นำมาฝากนี้ มีทั้งน้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำจิ้มแจ่ว และน้ำพริกหนุ่ม เน้นทุกสูตรเป็นสูตรทำง่าย ใช้วัตถุดิบน้อย ใช้เวลาน้อยอีกด้วย แต่รสชาติความอร่อยแซ่บเวอร์นั้นมิได้น้อยน่าใครเลย อร่อยและทำได้ง่ายแบบนี้ห้ามพลาดครับ


น้ำจิ้มซีฟู้ด

น้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดนั้น ควรมีรสชาติเปรี้ยวนำ เค็มตาม หวานและเผ็ดกลมกล่อม ส่วนความเผ็ดนั้นอยู่ที่ระดับกลางๆ สามารถรับประทานกับอาหารได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา ทั้งเมนูเผา ย่าง ลวกหรือนึ่ง ก็อร่อยไม่แพ้กันครับ สำหรับสูตรนี้มีน้ำตาลทราย น้ำปลา มะนาว พริก กระเทียม ผักชี เอามาปั่นหรือผสมรวมกัน ก็ได้น้ำจิ้มซีฟู้ดทานกับปลาเผาแล้ว


ส่วนผสม (สำหรับ 1 ถ้วย)
พริกขี้หนูสวนสีเขียวสด 20 เม็ด
กระเทียมกลีบเล็กปอกเปลือกซอย 5-6 กลีบ
ผักชีพร้อมรากหั่น 1 ต้น
ใบโหระพา 10 ใบ (ใส่หรือไม่ใส่ ก็ได้ครับ)
น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ (น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ+ น้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ)
น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. หั่นต้นผักชีพร้อมรากผักชี กระเทียม ให้เป็นชิ้นเล็กๆ

2. ปั่นพริกขี้หนู กระเทียม ผักชีพร้อมราก และใบโหระพา ทั้งหมดให้ละเอียด เทใส่ในชาม

3. เติมน้ำเชื่อม เกลือ น้ำมะนาว คนให้เกลือละลาย ปรุงรสให้แซ่บสะใจ เปรี้ยว เค็ม หวาน
**หากต้องการให้สีน้ำจิ้มมีสีเขียวมากขึ้น ให้เน้นใบผักชีมากกว่าต้นผักชี
**น้ำจิ้มซีฟู้ด สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ 2-3 วัน

น้ำจิ้มแจ่ว

น้ำจิ้มแจ่วสูตรเด็ดรสแซ่บของชาวอีสานบ้านเฮานั้น ควรมีรสกลมกล่อม หวานอมเปรี้ยว รสจัดจ้าน เป็นน้ำจิ้มรับประทานกับอาหารได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะปลาย่าง ปลาเผา ปลานึ่ง หรือเนื้อย่าง เนื้อปิ้ง หรือแม้แต่จิ้มกับอาหารที่ไม่อร่อย รสจืด ถ้าจิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วก็จะเกิดความอร่อยขึ้นมาทันที น้ำจิ้มแจ่ว 2 สูตรนี้เป็นสูตรทำง่าย รสชาติอร่อยใช้ได้ เน้นสะดวกทำแป๊บเดียวได้ทานแล้ว เครื่องปรุงและวิธีทำก็ตามนี้เลยครับ

น้ำจิ้มแจ่ว สูตรที่ 1
พริกคั่วป่น 2 ช้อนโต๊ะ
ผงปรุงรส 1 ช้อนชา
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
ข้าวคั่วป่น 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2-3 ช้อนโต๊ะ (ถ้าชอบเปรี้ยวก็ใส่น้ำมะนาวเพิ่ม)
หอมแดงซอย ต้นหอมซอย และผักชีฝรั่งซอย (ปริมาณตามชอบ)

น้ำจิ้มแจ่ว สูตรที่ 2
พริกคั่วป่น 1 ช้อนโต๊ะ (เพิ่มหรือลด ตามชอบครับ)
ซอสแม็กกี้ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
ผักชีฝรั่งซอย 1 ช้อนโต๊ะ
(หรือจะใส่ทั้งหอมแดงซอย ต้นหอมซอย และผักชีฝรั่งซอยลงไปด้วยก็ได้…เพิ่มหรือลดตามชอบครับ)

วิธีทำ (ทั้ง 2 สูตร)
1. นำเครื่องปรุงทุกชนิด (ยกเว้นน้ำมะนาว และผักซอยต่างๆ) ใส่ลงในชาม ผสมละลายให้เข้ากัน

2. เติมรสเปรี้ยวด้วยการบีบมะนาวลงไป ค่อยๆ เติมที่ละนิดพร้อมกับชิมไปด้วย ถ้าไม่เปรี้ยวให้เติมลงไปอีกจนได้รสชาติตามใจชอบ

3. ตามด้วย โรยหอมแดงซอย ต้นหอมซอย และผักชีฝรั่งซอย (เพิ่ม/ลดได้ ปริมาณตามชอบ) คลุกเคล้าให้เข้ากัน แค่นี้ก็ได้น้ำจิ้มแจ่วรสจัดจ้านแล้ว

น้ำพริกหนุ่ม

น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกของชาวเหนือ ประกอบด้วยพริกหนุ่ม หัวหอมเผา กระเทียมเผา รสชาติกลมกล่อม ลองหานำมารับประทานดู ทานคู่กับปลาเผาและผักต้ม ผักลวก รับรองว่าคุณหรือใครจะไม่ผิดหวัง

ส่วนผสม
พริกหนุ่ม 10-12 เม็ด
หอมแดง 6 หัว
กระเทียมเม็ดใหญ่ 6 กลีบ
น้ำปลาอย่างดี 1-2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ ½ ช้อนชา

วิธีทำ
1. เอาพริก กระเทียม หอมแดงมาย่างไฟ ให้หอม (แต่อย่าลืมล้างทำความสะอาดพริกก่อนเอามาย่าง)

2. เคล็ดลับนิดหนึ่งของการย่าง ถ้าใช้เตาถ่านจะมีกลิ่นหอมกว่าไปย่างบนเตาแก๊ส พอย่างได้ที่ก็ไปแกะเปลือกออก สำหรับพริกเมื่อสุกเราจะลอก ในส่วนที่ไหม้ ๆ ดำ ๆ เอาออก ถ้าใครไม่ชอบเผ็ดให้เอาไส้พริกออกบ้างก็จะลดความเผ็ดลง

3. มาเริ่มตำน้ำพริกหนุ่ม โดยรองก้นครกด้วยเกลือนิดนึง แล้วนำกระเทียมและหอมแดงใส่ในครก ตำให้เข้ากันจนกระทั่งละเอียดพอ

4. จากนั้นนำพริกหนุ่มที่เผาแล้วหั่นใส่ลงไปในครก (เพื่อสะดวกในการตำ) ตำจนกระทั่งพริกละเอียดพอ…ว่าจะเอาหยาบ หรือแหลกละเอียด ตามชอบเลยครับ

5. เมื่อตำได้ที่แล้ว ปรุงรสด้วยน้ำปลา คนให้เข้ากัน ตักใส่จานเป็นอันเสร็จ

** บางสูตรใส่ปลาร้าด้วยแต่จริง ๆ ทางภาคเหนือเลยจะไม่ใส่ หากทานเผ็ดไม่เก่ง ให้นำเม็ดพริกออก หรือนำมะเขือยาวมาเผาลอกเปลือกมาผสมด้วยก็ได้ **

read more

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปลาช่อนเผาเกลือเนื้อหอมหวานอร่อย พร้อมสูตรน้ำจิ้มปลาเผารสเด็ด


ปลาช่อนเผาเกลือ” (Salt-Crusted Grilled Fish) เป็นอีกเมนูปลาที่ใช้เครื่องปรุงน้อยไม่ต้องหมักหรือปรุงแต่งอะไรมาก เพราะเนื้อปลาช่อนมีความหวานตามธรรมชาติอยู่แล้ว แค่มีปลาช่อนตัวโตมาพอกเกลือให้ทั่ว ดับกลิ่นคาวปลาด้วยตะไคร้หรือผักสมุนไพรอื่นๆ แล้วนำไปย่างด้วยไฟกลางๆ จนกระทั่งสุก พร้อมเสิร์ฟร้อนๆกับน้ำจิ้มรสเด็ดแซ่บๆ ทั้งน้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำจิ้มแจ่ว น้ำพริกหนุ่มก็ได้ทั้งนั้น ยิ่งถ้าได้ผักมาทานเคียงด้วยแล้วยิ่งอร่อยข้ากันดีนัก ส่วนน้ำจิ้มปลาเผาก็ทำง่ายๆครับ…วัตถุดิบก็พื้นๆมีในครัวตู้เย็นทั้งนั้น

เมื่อพูดถึง “ปลาเผาเกลือ” นอกจากจะใช้ปลาช่อนได้แล้ว เรายังสามารถใช้ปลาทับทิม ปลานิล หรือแม้แต่ปลากระพงขาว ปลาหมอ ปลาสำลีก็ได้ครับ แล้วแต่ใครจะหาปลาชนิดไหนมาทำได้ ที่นิยมกันก็เป็นปลาช่อน ปลาทับทิม ปลานิลครับเพราะหาซื้อง่ายกว่าปลาชนิดอื่น ส่วนรสชาติเนื้อปลาต่างๆมีความหวานตามธรรมชาติ มีเสน่ห์แตกต่างกัน อันนี้แล้วแต่ความชอบ ส่วนผมชอบทานปลาช่อนกับปลาทับทิมเผาเกลือครับ…สำหรับสูตรวิธีทำ”ปลาช่อนเผาเกลือ เนื้อปลาหอมหวานอร่อย”ก็ตามนี้เลยครับ

ปลาช่อนเผาเกลือ

เครื่องปรุง
  • ปลาช่อนสดตัวอ้วนๆพอประมาณ (ขนาด 8-10 ขีดกำลังดี) 1 ตัว
  • เกลือป่นแบบธรรมดา (สำหรับพอกตัวปลา) 4 ห่อ
  • แป้งสาลี 2 ช้อนโต๊ะ
  • ตะไคร้หอมๆต้นอวบๆ 2 ต้น
  • (หรือจะใส่สมุนไพรอื่นๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดฉีก ลงไปด้วยก็ได้ เพื่อดับกลิ่นคาวปลา ก็ตามสบายครับ)
เครื่องเคียงที่กินคู่กับปลาเผา
  • มะเขือยาว (เลือกลูกอ่อนๆ) แล้วก็นำมาเผาไฟให้สุก ลอกเปลือกออกตอนร้อน ๆ ใช้กรรไกรตัดเป็นท่อน ๆ เสิร์ฟคู่กับปลา
  • ประกอบด้วย เส้นขนมจีนเส้นสด, ทั้งผักสดหรือผักต้มต่างๆ เช่น มะเขือยาว, ผักกาดหอม, ผักกาดขาว และใบชะพลู ผักชีไทย ผักชีฝรั่ง ผักขึ้นฉ่าย ส่วนผักแกล้ม ก็มีใบสะระแหน่, โหระพา และแครอท เป็นต้น
วิธีทำปลาช่อนเผาเกลือ
  1. นำปลาช่อนมาล้างทำความสะอาด ผ่าท้องควักไส้ แต่ไม่ต้องขอดเกล็ด (ปกติถ้าซื้อปลาตามตลาดทั่วไป เค้าจะทำมาให้ด้วย เพียงเราบอกแม่ค้าว่าจะเอาไปทำอาหารอะไร…เขาก็จะทำปลาที่เราซื้อให้ตามที่เราต้องการแล้วครับ) 
  2. นำปลาไปล้างให้สะอาด ทั้งในปาก ในเหงือก โดยเปิดก็อกน้ำแรงๆ ใส่เข้าไป อ้าปากปลา เหงือกปลา เพราะจะมีขี้โคลนอยู่ด้านใน ส่วนท้องก็ล้างให้สะอาด ถ้ามีเมือก ลื่นๆ เยอะๆ ให้เอาเกลือถูสัก1-2 รอบ ก็ได้ครับ (เพื่อกำจัดเมือกและกลิ่นเหม็นคาวปลาให้หมด) แล้วล้างให้สะอาดอีกครั้ง พักพอสะเด็ดน้ำ 
  3. นำตะไคร้มาล้าง ตัดโคนให้แหลมนิดหน่อย แล้วทุบพอแตก ยัดเข้าไปในปากปลาช่อนดันเข้าไปลึกๆจนสุดตัวปลา เพื่อดับกลิ่นคาว 
  4. ให้นำเกลือป่นกับแป้งสาลีมาผสมให้เข้ากัน (เพื่อให้เกลือเกาะติดตัวปลาง่ายขึ้น) 
  5. นำเกลือที่เตรียมไว้มาเทใส่กระบะหรือถาด แล้วเอาเกลือพอกย้อนเกล็ดปลาจากหางไปทางหัวปลา พยายามกดให้แน่น ๆ ให้เกลือแทรกเข้าไปในเกล็ดปลานะครับ (เคล็ดลับคือ ปลาต้องเปียกก่อนโรยเกลือ ไม่งั้นเกลือจะไม่เกาะ) แล้วพอกเกลือให้หนาและมิดตัวปลา (เกลือจะช่วยให้โปรตีนในเนื้อปลาอุ้มน้ำไว้ ไม่ให้ไหลออกมา ทำให้เนื้อปลานุ่มหวานอร่อย) แล้วทิ้งไว้ 20 นาที ก่อนจะนำไปย่าง 
  6. ตั้งเตาใส่ถ่านจุดไฟให้พร้อม พอถ่านเเดงจนเกือบทั่วทั้งหมด ให้เกลี่ยถ่านให้ทั่ว นำตะแกรงย่างวางบนเตา จากนั้นก็นำปลาขึ้นไปย่าง…ควรใช้ไฟกลางก็พอครับ (ไฟถ่านอย่าแรงมาก เพราะปลาจะไหม้นอกแต่ไม่สุกใน…ไฟอ่อนเกินไปเนื้อปลาก็ไม่สุกสักที) 
  7. แล้วก็เผาปลา…ประมาณ 30-60 นาที (ขึ้นอยู่กับขนาดตัวปลา และความแรงของไฟ) พอเห็นเกลือและหนังปลาเริ่มสุก ไหม้หน่อย…ก็แสดงว่าสุกแล้ว ยกออกจากเตาได้เลยครับ 
    • เทคนิควิธีเผาปลาง่ายๆครับ เผาไปได้สักพัก…แต่ยังไม่ถึงกับสุกจึงค่อยกลับด้าน คือเอาแค่ด้านที่ถูกความร้อน ให้เกลือเป็นสีขาวเข้มพอ แล้วค่อยกลับด้าน เพราะถ้าจะรอให้สุกด้านนึงแล้วค่อยกลับด้าน อาจจะทำให้ปลาไหม้ได้ แต่ถ้ารีบกลับด้านโดยที่เกลือยังสีใสๆอยู่ จะทำให้เกลือหลุด ไม่เกาะเกล็ดปลาครับ 
    • แล้วหมั่นคอยพลิกปลาด้วยนะครับ อย่าให้ปลาไหม้ จะดำและไม่น่าทาน สังเกตุง่ายๆเวลาปลาสุกแล้วจะมีกลิ่นมาก่อนเลยครับ สักพักจะมีน้ำใสๆไหลออกมาจากตัวปลา ท้องปลา แต่ที่สุกยากที่สุดคือส่วนหัวครับ ถ้าหัวสุกต้องมีน้ำใสๆ ไหลออกมาจากปากครับ แต่อย่าพึ่งเอาขึ้นนะครับ ให้มันไหลจนเกือบแห้งเลยจึงจะนำขึ้นจากเตา...
    8.  ลอกเกลือและหนังปลาออก ตักเนื้อปลา นุ่ม ๆ จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือน้ำจิ้มแจ่ว หรือน้ำพริกหนุ่ม ทานพร้อมผักพื้นบ้านอื่นๆ


วิธีสังเกตุดูว่าปลาเผาสุกแล้วหรือยัง

ให้เราลองเอาไม้แหลมๆ…เช่น ไม้ลูกชิ้นแทงเข้าไปในเนื้อปลาดูนะครับ
  • ถ้าทิ่มไปแล้ว ปรากฎว่าน้ำแดงๆ ในตัวปลาไหลออกมา แสดงว่าปลายังไม่สุกครับ ต้องย่างต่ออีกนิดนึง (อาจจะสัก 5 นาที) 
  • แต่ถ้าทิ่มไปแล้วรู้สึกว่าเนื้อปลานิ่ม ๆ แต่ไม่มีน้ำในตัวปลาไหลออกมา แสดงว่า "ปลาสุกกำลังดี" ครับ 
  • แต่ถ้าทิ่มไปแล้ว มันให้ความรู้สึกประมาณว่าทิ่มได้พรวดรวดเดียวถึงกระดูกกลางของตัวปลา และไม่มีน้ำอะไรไหลออกมาเลย แสดงว่า "ปลาสุกเกินไป (แห้ง)" แล้วล่ะ .. อันนี้ต้องรีบเอาลงครับ
เกร็ดน่ารู้ : ระหว่างปลาย่าง /กับปลาเผา…คุณว่าเหมือนกันไหม

หลายคนอาจจะเข้าใจว่า”ปลาย่าง” กับ “ปลาเผา” นั้นเป็นเมนูเดียวกัน แต่จริงๆแล้ว…มันเป็นคนละเมนูอาหารกันนะครับ ปลาย่างต่างจากปลาเผาครับ
  • ปลาย่างเป็นการทำปลาให้สุกโดยการวางเหนือเตาไฟที่ใช้ไฟอ่อนถึงปานกลาง หรืออาจจะมีภาชนะรองรับด้วยก็ได้ เช่น ปลาช่อนห่อฟอยย่าง (วางเหนือเตาไฟ) 
  • ส่วนปลาเผาเป็นการทำปลาให้สุกโดยวางไว้เหนือเตาไฟแต่ใช้ไฟแรงกว่าย่างครับ เปลวไฟอาจถึงเนื้อปลา เพราะฉะนั้นการเผาจึงต้องมีกรรมวิธีที่ทำให้อาหารยังคงคุณค่าและรสชาติเช่น การเผาปลาจะใช้เกลือทาให้ทั่วตัวปลาและมากพอ เกลือจะช่วยให้โปรตีนในเนื้อปลาอุ้มน้ำไว้ ไม่ให้ไหลออกจากตัวปลา เนื้อปลาที่เผาจะยังคงรสชาติดี แต่หากใช้ปลาเผาทั้งตัวเผา หนังและเนื้อปลาอาจไหม้ได้ น้ำจากปลาจะหยดลงจึงทำให้ปลาเผานั้นรสชาติไม่น่ารับประทาน

(ข้อมูลจาก: http://www.isangate.com/local/food_03.html)

**ทีนี้ก็คงจะทราบกันแล้วนะครับ…ว่าทำไมปลาเผาถึงต้องทาเกลือให้ทั่วตัวปลาก่อนนำไปเผา (^_^)

สูตรน้ำจิ้มปลาเผาแซ่บๆ แบบง่ายๆ

“ปลาช่อนเผา” จะเด็ด /ไม่เด็ด หัวใจสำคัญของอาหารชนิดนี้ เรียกว่า อยู่ที่ “น้ำจิ้มรสเด็ด” จะมีทั้งน้ำจิ้มเผ็ด หรือน้ำจิ้มซีฟู้ด รสชาติเปรี้ยว หวาน เค็ม จัดจ้านแซ่บสะใจ หรือจะน้ำจิ้มแจ่วที่มีรสกลมกล่อม หวานอมเปรี้ยว สำหรับวิธีทำน้ำจิ้มปลาเผาสูตรเด็ด ทั้งน้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำจิ้มแจ่ว และน้ำพริกหนุ่ม เราก็ได้นำสูตรเด็ดเคล็ดลับมาไว้ที่นี่แล้ว
สำหรับเมนู ปลาช่อนเผาเกลือพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด ก็จบลงเพียงเท่านี้ เผื่อว่าท่านใดอยากทานปลาเผา ก็ขอเรียนเชิญตามสบายนะครับ (^_^)
read more

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

แกงส้มชะอมไข่ใส่กุ้ง พร้อมเทคนิคเจียวไข่ชะอมให้อร่อย

เมนูอาหารไทย แกงส้ม ไม่ว่าจะเป็นแกงส้มชะอมไข่ใส่กุ้ง แกงส้มมะละกอปลา แกงส้มผักรวม แกงส้มแป๊ะซะ ถือว่าเป็นอีกเมนูที่ได้รับความนิยม เป็นอาหารจานโปรดของหลายๆ คน เมนูอาหารแกงส้มขั้นตอนการทำนั้นไม่ยุ่งยากอะไร แต่การทำให้อร่อยนั้น ต้องฝึกทำ ลองชิมลองปรุงรสด้วยตนเอง เนื่องจากแต่ละคนก็ชอบรสชาติที่ต่างกันออกไป แกงส้มถือเป็นเมนูที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย เป็นเมนูที่เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ วันนี้เรามีสูตรแกงส้มชะอมไข่ใส่กุ้ง ที่รับรองว่าอร่อยเด็ดแน่นอนมาฝากทุกท่าน


 ส่วนผสม น้ำพริกแกงส้ม
  • พริกแห้ง 12-15 เม็ด (20 กรัม)
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา
  • หอมแดง 5 หัวเล็ก
  • กระเทียมกลีบ 6 กลีบ
  • กระชาย 3 ราก
  • กะปิ 1 ช้อนชา
  • เนื้อปลาต้มสุก 1 ถ้วย  (150 กรัม)
วิธีทำ น้ำพริกแกงส้ม
  1. เด็ดขั้วพริกออก หั่นซอยพริก หอมแดง กระเทียม กระชายให้เป็นชิ้นหยาบๆ เตรียมไว้
  2. หากใช้ปลาสดให้นำปลาไปลวกในน้ำร้อนให้สุก จากนั้นแกะเอาแต่เนื้อ เอาก้างออกให้หมด แต่หากใช้ทูน่ากระป๋องสามารถนำไปใช้ในขั้นถัดไปได้เลย
  3. โขลกพริก หอมแดง กระเทียม กระชายซอยหยาบ กับเกลือป่น ตำให้ละเอียด จากนั้นใส่กะปิ เนื้อปลาสุก โขลกให้เข้ากันดี เป็นอันเรียบร้อย ได้พริกแกงส้มเตรียมไว้ใช้ในขั้นถัดไป

เครื่องปรุงและส่วนผสม แกงส้มชะอมไข่ใส่กุ้ง
  • กุ้งสดขนาดกลาง 8-10 ตัว หรือประมาณ 200 กรัม (ทำความสะอาด, ปอกเปลือกให้เรียบร้อย)
  • ชะอม 1 กำมือหรือประมาณ 1 ขีด (เอาเฉพาะใบใช้ทำไข่เจียวชะอม)
  • ผักกาดขาวหรือผักชนิดอื่นก็ได้แล้วแต่ชอบ (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
  • ไข่ไก่ 4 ฟอง (ใช้สำหรับทำไข่เจียวชะอม)
  • พริกแกงส้ม 1 ถ้วยหรือประมาณ 1-2 ทัพพี
  • น้ำมะขามเปียก 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปี๊บ 1+1/2 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำมะนาว 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืชสำหรับทอด

ขั้นตอนและวิธีทำ
  1. ล้างกุ้งให้สะอาด แกะหัวกุ้งและเปลือกออก ผ่าหลังชักเส้นดำออก เตรียมไว้
  2. ต้มน้ำในหม้อ รอจนกระทั่งเดือด จากนั้นใส่น้ำพริกแกงส้ม ใช้ทัพพีคนพริกแกงส้มให้ทั่ว รอจนเดือดแล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะขาม เกลือป่น และน้ำตาลปี๊บ (ใช้น้ำตาลทรายแทนก็ได้ แต่ใช้น้ำตาลปี๊บจะได้รสชาติแกงส้มที่กลมกล่อมกว่า) คนน้ำแกงให้เข้ากัน ชิมรสให้มีรสเปรี้ยวนำ เค็ม หวาน 
  3. จากนั้นหั่นหรือฉีกผักกาดขาวเป็นชิ้นๆ ใส่ลงไปในน้ำแกง (อาจจะใส่ผักชนิดอื่นก็ได้ ตามแต่ใจชอบ หรือไม่ใส่ผักก็ได้หากชอบทานเฉพาะไข่ชะอมอยู่แล้ว ข้ามไปขั้นตอนถัดไปได้เลย)  
  4. เติมกุ้งสดลงไปในขณะน้ำแกงเดือด พอกุ้งใกล้สุกให้ใส่ไข่เจียวชะอมทอดที่หั่นเตรียมไว้ (วิธีทำไข่เจียวชะอม ดูหัวข้อด้านล่าง) รอจนกุ้งสุก จึงปิดไฟ เติมน้ำมะนาวเพิ่มหากชอบรสเปรี้ยว เมื่อปรุงรสได้ตามที่ต้องการแล้วจึงตักใส่ถ้วย และเสริฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ (สูตรนี้ สำหรับรับประทาน 2-3 ท่าน)
ภาพ: (คุณวาระหนึ่ง ซึ่งไม่นาน pantip.com)

วิธีทำไข่เจียวชะอม เพิ่มรสชาติแกงส้มให้อร่อย :
         แกงส้มชะอมไข่จะอร่อยเพิ่มขึ้น เราจะต้องทอดไข่ชะอมให้กรอบ ฟู และเกรียมนิดๆ (แต่อย่าให้ไหม้เกรียมมากจะไม่อร่อย) เพราะจะช้วยให้น้ำแกงส้มมีกลิ่นหอมมากขึ้น รวมทั้งไข่ชะอมจะดูดซับน้ำแกงส้มได้ดี เวลาเคี้ยวจึงรู้สึกอร่อยเต็มคำ วิธีทอดไข่ชะอม มีดังนี้
  1. ล้างชะอมให้สะอาดและเด็ดเอาใบอ่อนออกมา หั่นให้มีขนาดยาวประมาณ 1 นิ้ว
  2. นำไข่ไก่ไปตอกและใส่ในชาม คนให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากัน จากนั้นจึงเติมชะอมที่หั่นไว้แล้ว เติมน้ำมะนาว น้ำปลา เกลือป่นสักเล็กน้อย คนต่ออีกครั้งจนไข่และชะอมผสมกันดี 
  3. เทไข่ลงในกระทะที่ใส่น้ำมันตั้งไฟพอร้อน ทอดไข่ชะอมให้เป็นแผ่นเหลืองทั้ง 2ด้าน พอไข่สุก นำออกมาสะเด็ดน้ำมัน แล้วหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ พอดีคำ  เตรียมไว้นำไปใช้ในการปรุงกับแกงส้ม 

เคล็ดลับความอร่อย
  • เนื้อปลาที่นำมาผสมกับพริกแกงส้มต้องล้างให้สะอาดและนำไปลวงให้สุกในน้ำเดือด ไม่อย่างนั้นจะทำให้แกงส้มมีกลิ่นคาวปลา
  • สามารถเปลี่ยนจากกุ้งเป็นเนื้อปลา เช่น ปลาช่อน หรือปลาอื่นๆ แทนได้ อร่อยเช่นกัน เนื้อปลาหรือกุ้งจะต้องสด ไม่เหม็นคาว และเวลาปรุงต้องใส่เนื้อปลาหรือกุ้งในขณะที่น้ำแกงเดือด จะช่วยลดกลิ่นคาว
read more

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

รวม 4 สูตรขนมจีบรสเด็ด พร้อมเคล็ดลับเพิ่มความอร่อยแซ่บเวอร์


ขนมจีบ (Shumai) หรือเรียกอีกอย่างว่า Chinese Steamed Dumpling ก็ได้ การทำขนมจีบ ไม่ว่าจะเป็นขนมจีบหมู กุ้ง ไก่ หมึก ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำให้อร่อยนั้นต้องมีเคล็ดลับ เทคนิคกันหน่อย ทำอย่างไรให้ใส้ขนมจีบนุ่มหนึบ แป้งเกี้ยวขนมจีบไม่แข็ง มีรูปทรงสวย นึ่งแล้วขนมจีบไม่เละ อ่านบทความนี้เสร็จรับรองขนมจีบท่านจะอร่อยแซ่บเวอร์แน่นอน โดยบทความนี้ได้รวมเอาสูตรขนมจีบแบบต่างๆ หลายสูตรด้วยกันให้ท่านเลือกตามชอบ พร้อมทั้งบอกสูตรเด็ดเคล็ดลับที่ทำให้ขนมจีบอร่อย ชนิดที่สามารถทำขายได้สบาย  


สูตรที่1

สูตรนี้เป็นขนมจีบใส้หมูผสมกุ้ง  

ส่วนผสมและเครื่องปรุง 
  • หมูบดแช่ช่องฟรีซเย็นพอเป็นเกล็ดน้ำแข๋ง 3-4 ขีด 
  • กุ้งสดหั่นชิ้น 1-2 ขีด 
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง 
  • ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา 
  • เกลือ ½ ช้อนชา 
  • ซุปผงปรุงรส 1 ช้อนชา 
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนชา 
  • น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ 
  • แผ่นเกี๊ยว 2 ห่อ
วิธีทำ
  1. เริ่มจากนำหมูบดใส่ครก ตามด้วยตอกไข่ไก่ใส่ น้ำมันหอย น้ำตาลทราย เกลือ ซุปผงปรุงรส และพริกไทยป่น
  2. เพื่อที่จะทำให้ส่วนผสมต่างๆ เข้ากันดี ให้ค่อยๆ โขลกหมูในครกให้เข้ากับส่วนผสมอื่นๆ จนเนียนเหนียว และหนึบเด้งดึ๋งเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ข้อดีอีกอย่างของการโขลกในครกแทนการนวดด้วยมือ คือ ความเย็นของหมู และการนำมาตำในครกจะทำให้หมูเหนียวเนียนนุ่มจับตัวดีโดยไม่ต้องใส่แป้งช่วย
  3. ตักหมูที่โขลกและปรุงรสจนได้ที่แล้วออกมาใส่ชามใหญ่ๆ หรือกะละมังสแตนเลสก็ได้ เพื่อผสมส่วนผสมอื่นต่อ
  4. ใส่กุ้งสดหั่นชิ้น ต้นหอมซอย และน้ำมันงา ถ้ามีไข่กุ้งจะใส่ผสมลงไปเพื่อเพิ่มความกรุบของไส้ก็ใส่ตอนนี้ได้เลย ส่วนน้ำมันงาใส่เพิ่มความหอม (โดยจะที่ไม่ใส่ตอนโขลกหมูในครก เพราะหมูจะเละและไม่เหนียวเนียนเข้ากันดี)
  5. คลุกเคล้าส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันประมาณหนึ่งนาที
  6. ตักไส้ประมาณหนึ่งช้อนโต๊ะลงบนแผ่นแป้งเกี๊ยว เสร็จแล้วก็จับจีบแป้งเกี๊ยวให้สวย บีบให้แน่นสักเล็กน้อย เสร็จแล้วใช้กรรไกรตัดปลายแผ่นเกี๊ยวที่เกินใส้ออกเล็กน้อย 
  7. นำขนมจีบใส่หม้อนึ่งที่มีใบตองหรือใบข่ารองบนหม้อนึ่งดังรูปด้านล่าง จากนั้นนึ่งไฟปานกลางจากน้ำเดือด จนกระทั่งสุก (นึ่งราวๆสิบนาที อย่านึ่งนาน นึ่งนานแป้งจะแห้ง สีไม่สวย)
  8. พรมและคลุกเคล้าด้วยน้ำมันกระเทียมเจียว ควรคลุกเร็วๆ อย่าคลุกนานเดี่ยวจะอมน้ำมันเกินไป
  9. ตักใส่จาน ตกแต่งด้วยกระเทียมเจียว เสิร์ฟพร้อมผักสด เช่น ผักชี ผักกาดหอม และซอสจิ๊กโฉ่วหรือซอสพริกเปรี้ยวๆ หวานๆ ตามความชอบ

 สูตรที่ 2 

สูตรนี้โดยคุณมหาชะนี ได้โพสไว้ใน pantip.com โดยเขาเป็นคนชอบทานติ่มซำและขนมจีบอย่างมาก แต่ก็พบว่าซื้อเขาทานแล้วไม่ถูกปาก ไม่อร่อยและมีแต่แป้ง หมูหรือใส้น้อยไป จึงได้คิดสูตรทำทานเอง โดยในสูตรนี้จะเป็น ขนมจีบหมูล้วนๆ เป็นสูตรที่ทำง่าย มาลองดูวิธีการทำกันเลย 

ส่วนผสมและเครื่องปรุง
  • หมูบด เท่าไรก็ได้ตามชอบ
  • แผ่นเกี๊ยว ยี่ห้ออะไรก็คล้ายกันหมด
  • น้ำมันงา
  • เหล้าจีน
  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำตาล
  • แป้งข้าวโพดหรือแป้งมัน
  • ผักชี (เอาราก)
  • พริกไท

วิธีทำ
  1. นำหมูบด(ซื้อในห้างที่เค้าบดแล้วก็ได้ครับ สัดส่วนกับมันหมูลงตัวพอดี) ใส่เหล้าจีน น้ำมันงา ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส แล้วก็รากผักชีครับ แล้วก็คลุก ๆ ๆ นวดๆๆ (เหล้าจีน กับน้ำมันงา อย่าใส่มากนะครับกลิ่นจะออก เหล้าจีน ไม่ใส่ก็ได้นะครับ แต่ถ้าใส่ แนะนำว่าควรหมักหมูทิ้งไว้สักพัก ให้กลิ่นเหล้าที่แรง ๆ ออกไปก่อนครับ)
  2. คลุกให้เข้ากันแล้วใส่แป้งข้าวโพดลงไป
  3. เพื่อความเนียนเข้ากัน ก็ใส่ครกตำได้เลยครับ ตำ ๆ แล้วจะเนียน
  4. หมูที่เนียนนุ่มแล้วหน้าตาแบบรูปที่4 ครับ พักไว้ในตู้เย็นสักพักให้เข้าเนือ
  5. นำแผ่นเกี๊ยวมาตัดตามรูปที่ 5
  6. ใส่ไส้ลงไป ทำมือเป็นรูกลม ๆ
  7. เสร็จแล้วก็บีบ ก็จะได้ขนมจีบแบบมักง่าย ไว้กินเองแล้วครับ
  8. นำขนมจีบใส่หม้อนึ่ง นึ่งไฟปานกลางจากน้ำเดือด จนกระทั่งสุก
  9. ตักใส่จาน ตกแต่งด้วยกระเทียมเจียว แนบผักชี 



ข้อแนะนำเพิ่มเติม
แผ่นเกี๊ยว 21 บาท หมูบดล้วน 66 บาท ผักชี 10 บาท เครื่องปรุงอื่นๆมีอยู่แล้ว รวม 97 บาท ตีไป 100 บาท ทำขนมจีบได้ 40 ลูก ตกลูกละ 2.5 บาท แต่ไส้เยอะ หมูล้วนขนาดนี้ ข้างนอกไม่มีให้กินแน่ ถ้าร้านทั่วไปลูกละ 2 บาท 3 บาท มักจะใส่แห้วหรือมันแกว หรือใส่มันเปลว หมูไม่แน่นขนาดนี้ ถ้าร้านติ่มซำ 4 ลูกลักษณะนี้ อย่างต่ำก็ 30 บาทแล้วครับ 
ข้อสังเกตอีกอย่างคือ หมูหลังจากที่หมักไว้ข้ามคืน อร่อยกว่าหมักไว้แป๊บเดียวแล้วทำเลย เหมือนมันเข้าเนื้อและตัวเหล้าจีนกับน้ำมันงากลิ่นมันจะระเหยไปนิดหน่อย กลมกล่อมกว่าหมักแล้วทำกินเลยครับ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://pantip.com/topic/30391482

สูตรที่ 3 

โดยคุณแหม่ม (kanchana Iijima) ได้แนะนำสูตรขนมจีบหมูใส่แห้วและเครื่องที่หลากหลาย มีขั้นตอนดังนี้ 

ส่วนผสมและเครื่องปรุง
  • รากผักชี 4 ราก
  • กระเทียมจีน 3 กรีบ
  • หมูครึ่งโล
  • มันหมู
  • น้ำตาล 1 ช้อนชา
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • แมกกี้ 1 ช้อนชา
  • น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทย
  • ผงปรุงรสหมู 2/3 ช้อนชา
  • แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
  • หอมหัวใหญ่ 1/2 หัว
  • แห้ว 5 ลูก
วิธีทำ
  1. นำรากผักชีกับกระเทียมกรีบไปโขลกหรือปั่นด้วยเครื่องปั่น ให้ละเอียด
  2. นำหมูสับไปปั่นให้ละเอียด 
  3. ล้างแห้วให้สะอาด ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เตรียมไว้
  4. ผสมหมูสับปั่นละเอียดเข้ากับรากผักชีและกระเทียมที่ปั่นเตรียมไว้แล้ว นวดให้เข้ากันพร้อมกับ ใส่เกลือ น้ำตาล ผงปรุงรสหมู แห้ว หัวหัวใหญ่สับ นวดส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันดี จากนั้นปรุงรสด้วย แม๊กกี้ น้ำมันงา ซอสปรุงรส แป้งข้าวโพด พริกไทย นวดคลุกเคล้าส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันประมาณหนึ่งนาที
  5. ตักไส้ประมาณหนึ่งช้อนโต๊ะลงบนแผ่นแป้งเกี๊ยว เสร็จแล้วก็จับรวบปลายทั้งสี่มุมมาขยุ้มรวมกัน บีบให้แน่นหนาไม่มีรูเปิดอ้า ห่อจนหมดไส้ที่ทำไว้ ใช้น้ำพรมแป้งเกี๊ยวเพื่อให้จีบสวยและเกาะยึดกันได้ดี
  6. นึ่งไฟอ่อนจากน้ำเดือด ประมาณ 6 นาที วางขนมจีบห่างๆ กันจะไได้ไม่ติดกัน
  7. ตักใส่จาน ตกแต่งด้วยกระเทียมเจียว ข้าวโพดต้ม เผือกต้ม 
  8. เสิร์ฟพร้อมผักสด เช่น ผักชี ผักกาดหอม และซอสจิ๊กโฉ่วหรือซอสพริกเปรี้ยวๆ หวานๆ ตามความชอบ

ใครยังทำไม่ได้ ลองไปดูวิดีโอสอนการทำของคุณแหม่ม ได้ที่นี้เลย https://www.youtube.com/watch?v=xeAk1NBFANA

สูตรที่ 4 

อีกหนึ่งสูตร จากฝีมือของ คุณอยากให้โลกนี้มีรอยยิ้มเรื่อยไป สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม แม่ครัวมือใหม่ที่เพิ่งหัดทำขนมจีบกินเองง่าย ๆ โดยเธอลองทำตามสูตรในหนังสือตำราอาหารอีกที  

ส่วนผสมและเครื่องปรุง
  • หมูสับ , 
  • ไข่ไก่
  • น้ำมันงา
  • พริกไทยป่น
  • น้ำปลา
  • น้ำตาลทราย
  • รากผักชี
  • แครอทหั่นเต๋าเล็ก
  • ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม
  • แผ่นเกี๊ยว
  • กระเทียมสับ


วิธีทำ
  1. โขลกรากผักชีให้ละเอียด ดังรูปหมายเลข 1 
  2. นวดผสมหมูสับกับรากผักชีโขลก ใส่ไข่ไก่ น้ำมันงา พริกไทยป่น น้ำปลา น้ำตาลทราย และซีอิ๊วขาวเห็ดหอมลงไป คลุกเคล้านวดส่วนผสมให้เข้ากันดี (ส่วนผสมที่ได้ลักษณะเนียนเหนียว และหนึบเด้งดึ๋งเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้เวลานวด 10 นาที โดยประมาณ)
  3. ตัดแผ่นเกี๊ยวเป็นแผ่นวงกลม เตรียมไว้ ใช้แก้วครอบ เป็นตัวช่วยในการตัด
  4. เตรียมส่วนผสมสำหรับห่อ และเตรียมน้ำเปล่าใส่ถ้วยไว้เล็กน้อย
  5. วางแผ่นเกี๊ยวลงบนมือ ตักส่วนผสมหมูใส่ประมาณ 2 ช้อนชา รวบจับจีบให้สวยงาม ทำจนหมด
  6. วางขนมจีบลงในหม้อนึ่ง พรมน้ำให้ทั่ว นำไปนึ่ง ใช้ไฟปานกลางจนสุก
  7. นึ่งจนสุก จัดใส่จาน โรยกระเทียมเจียว และผักชี พร้อมเสิร์ฟ

สูตรนี้สามารถดูข้อมูลเพอ่มเติมได้ที่ http://pantip.com/topic/32355534

เทคนิคและเคล็ดลับความอร่อย

  • บางสูตรแนะนำว่า ก่อนห่อแผ่นเกี๊ยวเข้ากับใส้ ควรล้างแผ่นเกี๊ยวก่อน โดยการเอาแผ่นเกี๊ยวไปจุ่มนํ้า ถูเบาๆ หรือสะบัดๆ เอาแป้งขาวๆ ออก แต่อย่าจุ่มหรือแชร่น้ำนานแผ่นเกี๊ยวจะเปื่อย เอาแค่หมาดๆพอ จากนั้นก็ห่อใส้หมูทั้งๆ ที่แผ่นเกี๊ยวยังเปียกหมาดๆ อยู่  
  • ควรใช้กรรไกรหรือมีดตัดขอบแผ่นแป้งเกี๊ยวก่อนแล้วค่อยห่อ เพื่อให้ใส้พอดีกับแผ่นเกี๊ยว เพราะถ้าไม่ตัด ปลายแผ่นแป้งเกี๊ยวส่วนเกินนั้นจะแข็ง 
  • เนื้อหมู เลือกเนื้อส่วนหัวไหล่หมูบดรวมกับมันหมู ใส้หมูเราจะได้เด้งๆ หนึบๆ อร่อยกว่า
  • ในขั้นตอนการนึ่ง นึ่งแค่ซักสิบนาทีก้พอ ให้ใส้มันพอเปลี่ยนเป็นสีขาวๆ อย่านึ่งนานเกินไป แผ่นแป้งเกี๊ยวจะแข็งกระด้าง 
  • ต้นหอมซอยที่ใส่ผสมกับเนื้อหมูช่วยเพิ่มกลิ่นหอม และสีสันให้แก่ขนมจีบ 
สุดท้ายนี้ เพื่อนๆ ลองนำสูตรขนมจีบ ที่นำมาเสนอนี้ไปทำกันดูนะครับ รับรองอร่อยแน่นอน


read more

วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ก๋วยจั๊บน้ำข้น สูตรอร่อยเด็ด

"ก๋วยจั๊บน้ำข้น" อีกเมนูอาหารจานเดียวที่อร่อยเด็ดและได้คุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วนในจานเดียว เอกลักษณ์ของก๊วยจั๊บน้ำข้นนั้นอยู่ที่เครื่องมีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นหมูกรอบ ไส้หมู ตับหมู ปอดหมู เต้าหู้ทอด ไข่ต้ม ปอด และหนังหมู และก๋วยจั๊บก็เป็นเช่นเดียวกับก๋วยเตี๋ยว สามารถปรุงรสได้ตามใจชอบ ด้วยน้ำซุปที่เข้มข้นปรุงรสอีกนิดหน่อยหรือแทบไม่ต้องปรุงเลย จึงทำให้ถูกปากถูกใจได้ไม่ยาก ที่มีสูตรก๋วยจั๊บน้ำข้นดังนี้...


เครื่องปรุง
  1. เส้นก๋วยจั๊บ 1 กิโลกรัม
  2. ตับหมู ½ กิโลกรัม
  3. ไส้ใหญ่หมู ½ กิโลกรัม
  4. ปอดหมู 2 พวง
  5. หนังหมู ½ กิโลกรัม
  6. เต้าหู้ทอด 2 พวง
  7. หมูกรอบชิ้นยาว 2 ชิ้น
  8. พริกไทยขาวเป็นเม็ด 30 เม็ด
  9. แป้งข้าวเจ้า 10 ช้อนโต๊ะ
  10. ไข่ต้ม 20 ฟอง
  11. กระเทียมบุบ 6 หัว
  12. น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
  13. เกลือป่น ½ ช้อนโต๊ะ
  14. ซ๊อิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  15. ซิ๊วดำ ½ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ก่อนอื่นให้เตรียมเส้นก๋วยจั๊บก่อน โดยการนำเส้นก๊วยจั๊บมาต้มกับน้ำซุปจนกระทั่งเส้นนิ่มได้ที่แล้วให้นำแป้งข้าวเจ้ามาละลายกับน้ำใส่ลงเคี่ยวในหม้อให้ข้นแต่อย่าให้เหนียว ปิดไฟพักไว้
2. จากนั้นหันมาทำน้ำพะโล้ด้วยการต้มน้ำ ใส่กระดูกหมูลงไปเคี่ยวสักครู่พอให้หวานน้ำต้มกระดูกหมู จากนั้นให้ใส่โป๊ยกั๊ก รากผักชี อบเชย พริกไทยเม็ด กระเทียมบุบพอแหลก เกลือ น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว และซีอิ๊วดำ ตามด้วยเครื่องในหมู ได้แก่ ตับหมู ปอดหมู หนังหมู และไข่ต้มลงไป เคี่ยวต่อไปด้วยไฟอ่อน รอจนตับหมูเริ่มสุกให้ตักขึ้นมาก่อน เนื่องจากตับจะเป็นส่วนที่สุกเร็วที่สุด นอกนั้นให้เคี่ยวต่อไปจนเปื่อยแล้วจึงค่อยตักขึ้นมาใส่ในภาชนะเตรียมขาย หรือจะนำใส่ในตะแกรงโลหะแขวนไว้บนหม้อต้มให้ได้รับความร้อนตลอดเวลาก็ได้เพียงเท่านี้ก็ได้ก๋วยจั๊บรสเด็ดแล้ว

read more